[SF] IT’S MY FAULT {Junhyung x Hyunseung} (part 2/2)
posted on 07 Apr 2011 17:54 by chibi-uchi
So, reader discretion is advised.
ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงแต่อย่างใด โปรดโช้วิจารณญาณในการอ่าน
Title : IT’S MY FAULT
Main : Yong Junhyung x Jang Hyunseung
Author : shinsh
Part : 2/2 (Junhyung’s side)
บางครั้งคนที่ทำร้ายคนที่เรารักมากที่สุดก็คือคนที่เราคาดไม่ถึง
“ฮึก..ฮึก...” เสียงฮีตเตอร์กำลังทำงานพอบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นค่ำคืนในอากาศหนาว นอกนั้นก็เป็นเพียงความเงียบเพราะตอนนี้เป็นเวลาใกล้ดึกดื่นแล้ว จะเว้นก็แต่เสียงหายใจผิดจังหวะเล็กๆ ที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของเสียงจะพยายามทำให้มันเงียบแค่ไหนก็ตาม
ร้องไห้อีกแล้ว...
ไม่ใช่ที่เสียงร้องที่พยายามทำให้เงียบนั่น แต่เป็นเพราะอาการสั่นไหวเล็กๆ ของร่างที่อยู่ในอ้อมกอดถึงทำให้เขารับรู้ได้
“อึก...” จุนฮยองขยับใบหน้าเข้าหาลำคอสวย ใช้ปลายคางกดที่ไหล่บางพอให้รู้ตัว เสียงสะอื้นจึงหยุดชะงักชั่วขณะ
หงุดหงิดจริงๆ...
อยากจะถอนหายใจพอให้ได้ระบายอารมณ์ของตัวเองแต่ก็ไม่ได้ทำ เลือกใช้การขยับตัวเข้าใกล้ให้ใครอีกคนพอรู้ว่าควรหยุดร้องก่อนจะทำให้เขาตื่นแทน
เป็นพักใหญ่ที่กว่าเสียงสะอื้นจะจบลง คนในอ้อมกอดพลิกตัวเข้าหาเขาเล็กน้อย ดันเขาออกในทีแรกก่อนจะขยับใช้สองแขนบอกบางนั่นโอบกอดเขาแน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปแล้วจึงเริ่มหายใจเป็นจังหวะ
จำเป็นต้องร้องไห้ก่อนนอนอย่างนี้ทุกคืนเลยรึไง...
ก้มมองขนตาเรียวสวยที่เรียงตัวเสมอขอบตาล่าง มองจมูกรั้นที่ยังเหลือรอยแดงๆ จากการร้องไห้เมื่อครู่ เห็นคราบน้ำตาจางๆ ยังคงอยู่บนผิวเนียน
เจ็บปวดมากใช่มั้ย จาง ฮยอนซึง?
---IT’S MY FAULT---
ติ๊ดด---- ติ๊ดดด----
เอื้อมมือคว้าเครื่องมือสื่อสารสี่เหลี่ยมที่กำลังสั่นอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ปัดป่ายไปมาอยู่พักใหญ่ด้วยความงัวเงียกว่าจะคว้าได้ ลืมตาปรับแสงถี่ๆ ทันมองเห็นที่ว่างข้างตัวที่ยังคงเหลือรอยยับอยู่บนผ้าปูเตียงก่อนจะคิดเอาเองว่าอีกคนคงตื่นแล้วและอาจจะอยู่ในห้องครัวเพราะเริ่มได้กลิ่นอาหารที่กำลังหอมโชย บวกกับได้ยินเสียงกระทบกันของของใช้ในครัวอีกนิดหน่อย
เหลือบมองนาฬิกาที่ผนังห้องอีกครั้งก่อนหันมาสนใจสายที่กำลังโทรเข้ามา
ยุน ดูจุน...
เพียงแค่เห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอความหงุดหงิดก็ประดังเข้ามา แม้จะเป็นเพื่อนสนิทแต่พอนึกได้ว่าเรื่องที่อีกคนโทรมาจะเป็นเรื่องอะไรคิ้วเรียวก็อดขมวดเข้าหากันไม่ได้
เพราะเมื่อคืนที่อีกคนหายไปก่อนจะกลับบ้านมาปั้นหน้ายิ้มด้วยสภาพอิดโรยที่จะฝืนให้ดูธรรมชาติเท่าไรก็คงตบตาเขาไม่ได้นั่น ก็พอจะรู้อยู่ว่าเรื่องที่ไอ้เพื่อนตัวดีโทรมาแต่เช้าเป็นเรื่องอะไร
เรื่องเดิมๆ...
“มึงไปเจอกูหน่อย ที่เดิม” เสียงดูจุนกรอกมาตามสาย
“เออ” ตอบรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็รำคาญพอจะตัดบท กดตัดสายแล้วก้าวลงจากที่นอน เข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะออกมาพบว่าอีกคนเตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว
“วันนี้ฉันทำของโปรดนายทั้งนั้นเลยนะ” เสียงหวานเอ่ยพร้อมด้วยรอยยิ้ม ถึงคราบน้ำตาเมื่อคืนถูกล้างออกไปแล้ว แต่สายตาคมก็ยังคงมองเห็นตาบวมๆ ที่เป็นร่องรอยจากการร้องไห้เมื่อคืน แม้จะแอบมีแป้งบางๆ ที่อีกฝ่ายคงจงใจผัดเพื่อกลบร่องรอยที่ไม่อยากจะให้เขาเห็นไว้
จุนฮยองทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเจ้าของเสียงหวาน มองอาหารหลากหลายที่อีกคนตื่นมาทำแต่เช้าหลังจากทบทวนคำพูดเมื่อครู่ของอีกคนในใจ
นายก็ทำของโปรดของฉันให้ฉันกินทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่รึไง...
หยิบช้อนขึ้นมา ก่อนจะเห็นดวงตากลมโตน่ารักเริ่มเป็นประกาย ฮยอนซึงมักจะเป็นแบบนี้ทุกที นั่งรอเขาลิ้มรสอาหารที่ตั้งใจตื่นมาทำให้แต่เช้า แล้วก็จะดีใจมากๆ เวลาเอ่ยปากชมว่าอร่อย
แต่นั่นมันก็แค่เมื่อก่อน...
ไม่คิดบ้างเลยหรือไงนะ ว่าต่อให้เป็นสิ่งที่ชอบแค่ไหน แต่ถ้าเจอทุกวัน ยังไงมันก็เบื่อได้สักวัน
เลิกสนใจสายตายิ้มแย้มที่มีแววความหวังเล็กๆ ข้างใน แล้วหันมาสนใจเมนูอาหารตรงหน้าก่อนจะตักใส่ปากอย่างไม่ใส่ใจอะไรนัก
“เป็นไง อร่อยมั้ย” คำถามพร้อมด้วยประกายตาน่ารักถูกส่งมาอีกครั้งในขณะที่คนถามท้าวแขนบนโต๊ะตั้งใจรอคำตอบ จุนฮยองกลืนอาหารในปากที่เคี้ยวลวกๆ เร็วพอที่จะไม่ทันได้ใส่ใจรสชาดของมันก่อนจะเลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำถามของคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ตรงข้ามของอีกฟากโต๊ะ
“...” ไม่มีคำตอบ แต่คนตัวสูงเลือกที่จะวางช้อน ลุกขึ้นแล้วเดินเลยไปหยิบเสื้อคลุมที่พาดอยู่บนพนักพิงโซฝาแล้วก้าวไปที่ประตูแทน
“นะ...นายเพิ่งกินไปแค่คำเดียวเองนะจุนฮยอง” เสียงเล็กตะโกนเรียกไล่หลัง ไม่ได้แฝงไปความเกรี้ยวกราดแต่เป็นความตัดพ้อเล็กๆ
แค่ความรู้สึกที่ฮยอนซึงพยายามจะยอมรับอยู่ก็เท่านั้น...
ถึงแม้จะไม่ได้มีน้ำเสียงเว้าวอนอะไรมากแต่เสียงเรียกก็หยุดขาของร่างสูงได้ จุนฮยองที่พาดมือข้างหนึ่งที่ถือเสื้อไว้บนบ่าหันมามองฮยอนซึงที่ยืนกลั้นน้ำตาอยู่ที่โต๊ะอาหาร
เห็นสีหน้าเจ็บปวดของอีกคนพร้อมๆ กับร่างเล็กที่ดูผอมลงไปถนัดตา...
“...” ถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะหันตัวเดินกลับมาหาฮยอนซึงที่เพิ่งร้องเรียกตัวเองเมื่อครู่ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง แล้วช้อนคันเดิมก็ถูกใช้ตักอาหารที่เขาเพิ่งแตะต้องไปเพียงคำเดียวเมื่อครู่
“นายอยากให้ฉันกินให้หมดใช่มั้ย” คนตัวบางที่กำลังปาดน้ำตาที่พาลไหลขึ้นมาดื้อๆ ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะให้อีกคนได้เห็นหยุดชะงักกับคำพูดของจุนฮยอง
หน้าหนาวที่ว่าหนาวแล้วยังไม่เท่าถ้อยคำและท่าทีเย็นชาที่ฮยอนซึงสัมผัสได้จากอีกฝ่ายเลย...
“ถ้ามันไม่ถูกปากนาย ให้ฉันทำให้ใหม่ก็ได้นะ นี่มันของโปรดนายนี่ไม่ชอบแล้วเหรอ?” ตอบไม่ค่อยตรงคำถาม พลางฝืนยิ้ม ในใจภาวนาขอให้จุนฮยองไม่เห็นหยดน้ำตาที่เขาเพิ่งปาดไปเมื่อครู่
“ไม่ใช่ไม่ชอบหรอก...” ร่างสูงตอบ พร้อมๆ กับริมฝีปากบางของคนฟังที่พอจะคลี่ยิ้มออกได้
“แต่ฉันเบื่อ” พูดจบก็วางช้อนอีกครั้ง ราวกับที่แตะต้องมันเมื่อกี้เป็นเพียงการทำให้อีกคนพอใจก็เท่านั้น
แล้วจุนฮยองก็ได้ออกจากบ้านไปสมใจ โดยไร้ซึ่งเสียงทักท้วงใดๆ
ปัง!
เสียงประตูปิดลงราวกับคนที่เพิ่งเดินผ่านมันไปรีบร้อนซะเต็มประดา
ฮวบ!
ฮยอนซึงทรุดนั่งลงกับพื้น มองอาหารที่ได้รับการแตะต้องเพียงไม่กี่คำโดยร่างสูง แล้วน้ำสีใสก็ไหลอาบแก้มอีกครั้ง
.....
..................
“ทำอะไรน่ะ หืม” เพราะมัวแต่สนใจอาหารสีจางที่กำลังส่งกลิ่นควันหอมกรุ่นจึงไม่รู้ตัวว่าถูกอีกคนยืนมองอยู่นานแล้ว สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกอีกคนสวมกอดจากด้านหลัง ก่อนจะรู้สึกถึงน้ำหนักที่ไหล่ขวาที่ร่างสูงเกยคางไว้หลังจากขโมยหอมแก้มเขาไปฟอดหนึ่ง
“เดี๋ยวเถอะ ทำไมนายไม่ให้สุ้มให้เสียงล่ะ ถ้าฉันตกใจเผลอทำเกลือหกใส่ทั้งกระป๋องจะว่าไง หา!” พูดดุๆ แต่ใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอยยิ้ม ที่พวงแก้มมีสีชมพูระเรื่อเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฮยอนซึงกำลังเขิน
จุนฮยองยิ้มให้กับความน่ารักของคนตัวเล็กในอ้อมกอด
“แล้วตกลงนายทำอะไรอยู่เนี่ย” ถามพลางใช้มือข้างหนึ่งจับมือเล็กซึ่งถือช้อนชิมที่มีรสอาหารเมื่อครู่ติดอยู่มาชิมรสชาด
“หืม...” ขึ้นเสียงสูงเมื่อประสาทสัมผัสรับรู้รสเรียกความสนใจจากคนในอ้อมกอดได้มากมาย
“ทำเสียงอย่างนี้หมายความว่าไง” ฮยอนซึงเกือบจะพองลมอีกครั้งเมื่อเห็นอีกคนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนจะหงุดหงิดแต่ความจริงซ่อนความผิดหวังอยู่ลึกๆ เพราะอาหารมื้อนี้เขาตั้งใจตื่นมาแต่เช้าเพื่อทำให้จุนฮยอง
“ก็... ยังพอกินได้” ตอบออกไปตามตรงแล้วก็ทันทีที่ได้เห็นดวงตากลมโตนั้นมองอย่างตัดพ้อ
‘ฉันอุตส่าห์ตั้งใจทำของที่นายชอบเลยนะ ให้กำลังใจกันหน่อยไม่ได้รึไง’ คล้ายกับว่าดวงตาเง้างอนนั่นกำลังพูดกับเขาอยู่แบบนั้น
จุนฮยองระบายยิ้มอีกครั้ง
“ถ้านายตั้งใจฝึกทำทุกวันยังไงมันก็อร่อยขึ้นเองแหละ ฉันสัญญาเลยว่าจะกินของที่นายทำให้หมดทุกมื้อเลย” พูดพลางใช้มือข้างหนึ่งยีหัวคนตัวเล็ก
“จริงๆ นะ ถ้าฉันทำให้กินทุกวัน นายจะยอมกินให้หมดทุกวันจริงๆ นะ” ฮยอนซึงถามราวกับเด็กที่รอคำสัญญา ทำให้จุนฮยองอดระเบิดหัวเราะในความน่ารักน่าเอ็นดูออกมาไม่ได้
“อื้ม ตราบใดที่คนรักของฉันชื่อจาง ฮยอนซึงฉันก็ต้องทนกินทุกวันอยู่แล้วน่า” พูดติดตลกจนคนในอ้อมกอดต้องศอกใส่ด้วยความหมั่นไส้ แต่ดวงหน้ากลับระบายไปด้วยรอยยิ้ม
นั่นเป็นเช้าแรกก่อนที่ทุกๆ วันที่ตื่นมาจุนฮยองจะพบกับอาหารที่ฮยอนซึงตั้งใจเตรียมให้ทุกเช้า เมนูเปลี่ยนแปลงบ้างแต่ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของที่จุนฮยองชอบ บางสิ่งเป็นของที่อีกคนไม่ถูกโฉลกด้วยด้วยซ้ำ แต่ก็ยังฝืนทำให้ รสชาติที่แรกๆ เขาอดตอบตรงๆ ไม่ได้ว่า ‘แค่พอกินได้’ แต่ตอนนี้ไม่รู้ร่างบางไปเอาความตั้งใจมาจากไหนมันถึงพัฒนาขึ้นเป็นรสชาดที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือน จนเขาต้องออกปากชมทุกครั้งก่อนจะได้กำไรเป็นรอยยิ้มและใบหน้าน่ารักที่เต็มไปด้วยความดีใจจากเจ้าของใบหน้าสวย
..................
.....
ดวงตากลมโตมองอาหารที่กำลังเย็นชืดเพราะไม่ได้รับการแตะต้อง ก่อนจะรื้นไปด้วยน้ำสีใสอีกครั้ง
‘ตราบใดที่คนรักของฉันชื่อจาง ฮยอนซึงฉันก็ต้องทนกินทุกวันอยู่แล้วน่า’
นึกถึงคำพูดของอีกคนที่เคยให้คำสัญญาไว้ ก่อนที่หยดน้ำจะพรั่งพรูจนหยดลงพื้น
มันหมดไปแล้วจริงๆ เหรอ เยื่อใยที่นายมีให้ฉัน หมดไปแล้วเหรอ จุนฮยอง....
---IT’S MY FAULT---
สวนสาธารณะใจกลางเมืองแม้จะมีคนพลุกพล่านมากในช่วงเช้า แต่ก็บางตาลงเมื่อตอนสาย แต่ถึงยังนั้นก็ยังคงมีผู้คนที่มาพักผ่อนให้เห็นอยู่บางตา ร่างสูงในชุดเสื้อแจ็กเก็ตสีดำ สวมแว่นกันแดดอันใหญ่ กางเกงยีนส์ขายาวมีรอยขาดนิดๆ พร้อมกับรองเท้าสองข้างที่มีสีสันต่างกัน จุนฮยองนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ใกล้แปลงดอกไม้ที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงามของสวน มือทั้งสองข้างซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อ สายตาคมที่ถูกบดบังด้วยแว่นกันแดดกำลังมองไปตามทางเดินที่คาดว่าอีกไม่นานคงจะมีร่างสูงอีกคนเดินเข้ามา
แล้วก็ไม่นานจริงๆ ที่เจ้าของสายที่โทรมาปลุกเขาด้วยเสียงแข็งๆ เมื่อเช้าปรากฏตัวขึ้น จุนฮยองชูมือคล้ายให้สัญญาณให้อีกคนรับรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ ยกยิ้มด้วยความรู้สึกเวลาได้เจอเพื่อนสนิทแต่อีกคนกลับมีใบหน้าบึ้งตึงอย่างไม่ยินดีกับการได้พบเจอเขาซะอย่างนั้น
มันก็น่าอยู่หรอก...
พอคิดว่าเรื่องที่เพื่อนรักที่นานๆ ทีจะเจอกันครั้งกำลังจะพูดคือเรื่องอะไร เขาก็อดจะพาลเบ้ปากไม่ได้
“เมื่อวานเขามาหากู” ทิ้งตัวนั่งลงข้างร่างสูงที่ออกจะผอมกว่า ดูจุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ติดจะโมโหเล็กๆ
“อืม ก็เขามีแต่มึงนี่”
พูดด้วยความรู้สึกตัดพ้อหรือว่าอะไรก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่ในสายตาดูจุนที่มองความรักที่จุนฮยองมีให้ฮยอนซึงไม่ออก เขาก็คิดได้เป็นอย่างเดียวว่าอีกคนพูดราวกับไม่ใส่ใจฮยอนซึงแม้เพียงสักนิด
“มึงทำเกินไปแล้วนะ” ดูจุนพยายามสะกดอารมณ์ตัวเองเวลาคุยกับจุนฮยอง เพราะรู้จักกันดีว่าต่างก็ใจร้อนทั้งคู่ หากเขาไม่รู้จักยั้งไว้ ก็คงไม่จบได้ง่ายๆ แน่ ยิ่งเขามาเพื่อทำให้ฮยอนซึงไม่ต้องเสียน้ำตาอีกเขาก็จะทำมันพังไม่ได้
“กูทำอะไรเกิน กูก็เป็นของกูอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว”
“มึงนี่!” ดูจุนกระชากคอเสื้อของอีกคน เขาเกือบจะปล่อยหมัดแรงๆ ลงบนใบหน้าไร้สำนึกนั่นแล้วจริงๆ แต่ที่เขาหยุดไว้ก็เพราะ...
จุนฮยองพูดถูกทุกอย่าง...
เพื่อนที่เปลี่ยนสาวไม่เว้นวันอย่างจุนฮยองเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขารู้ดี ...แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนที่รักฮยอนซึง
“มึงจะทำเหี้ยอะไร ทำไมมึงต้องพาไปที่บ้านด้วย!” ดุจุนเริ่มใจเย็นลงแม้น้ำเสียงจะยังคงความเกรี้ยวกราด มือใหญ่ลดคอเสื้อจุนฮยองที่ถูกเขากำแน่นจนยับ เว้นระยะห่างจากอีกคนเพื่อถอยมาสงบอารมณ์โมโหของตัวเอง
“ที่บ้านกับที่อื่นมันต่างกันเหรอวะ?”
“มึง!”
พลั่ก!
คราวนี้ความอดทนของดุจุนหมดลงแล้ว เขาต่อยจุนฮยองจนลงไปกองกับพื้น น้ำสีแดงสดไหลออกจากมุมปากของจุนฮยอง แต่คนเจ็บเพียงแค่เช็ดมุมปากแล้วแค่นยิ้มราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับ
ดูจุนโกรธ โกรธจุนฮยองที่พูดทุกอย่างนั่นอย่างไม่สำนึก โกรธฮยอนซึงต้องร้องไห้เพราะคนคนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า โกรธที่เขาไม่สามารถช่วยอะไรฮยอนซึงได้
โกรธที่วันนี้เขาไม่เห็นวี่แววความรักที่ยง จุนฮยองมีให้จาง ฮยอนซึงเลย
“ถึงมึงไม่เหลือรักให้เขาแล้ว วันนี้กูขอมึงในฐานะเพื่อนได้มั้ย” ดูจุนเอ่ยเมื่อจุนฮยองยันกายลุกขึ้น
“...” ไม่มีคำตอบแต่จุนฮยองเพียงมองตอบเป็นเชิงรอฟัง ‘คำขอ’ ของเขา
“มึงเลิกกับเขาเถอะนะ”
---IT’S MY FAULT---
“ฮยอนซึง...” ร่างสูงเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อพบคนตัวเล็กนั่งกอดเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้านของตัวเอง
“นาย...”
“รีบเปิดประตูสิดูจุน ฉันหนาวจะแย่อยู่แล้ว” เอ่ยตัดบทเพราะรู้ดีว่าอีกคนจะถามอะไร ฮยอนซึงลุกขึ้นแล้วมองไปทางประตูเป็นเชิงบอกให้ดูจุนเปิดประตูออก
ดูจุนเปิดประตูด้วยสีหน้ายุ่งเหยิงพลางคิดถึงไอ้เพื่อนตัวดีที่เพิ่งเจอกันเมื่อครู่ ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งเรียกจุนฮยองไปเคลียร์เรื่องที่ทำให้ฮยอนซึงร้องไห้เมื่อคืนแท้ๆ กลับมาบ้านกลับเจอฮยอนซึงอย่างนี้อีกคงไม่พ้นโดนจุนฮยองทำร้ายจิตใจมาเมื่อเช้าเป็นแน่
ทันทีที่ประตูเปิดออกฮยอนซึงก้พาร่างตัวเองไปหยุดอยู่ที่โซฟาของร่างสูง ทิ้งตัวลงนอนด้วยสภาพอ่อนล้าโดยไม่คิดจะบอกอะไรกับเจ้าของบ้าน
“ดื่มนมมั้ย” เพราะเห็นท่าทีลำบากใจที่จะพูดถึงสาเหตุที่มาหาเขาที่บ้านอย่างนี้จึงเลือกที่จะถามอย่างหลีกเลี่ยงแทน
“อืม” ตอบรับในลำคอเบาๆ โดยที่ศีรษะยังคงวางตัวอยู่บนหมอน สายตาฮยอนซึงเลื่อนลอยไม่มองคู่สนทนาด้วยซ้ำ
ไม่นานดูจุนก็กลับมาหาร่างบางที่อ่อนเพลียคล้ายจะหลับอยู่ร่อมร่อ ทรุดกายลงนั่งบนพื้นพิงหลังบนโซฟาแล้วยื่นแก้วที่บรรจุน้ำสีขุ่นไปตรงหน้าใบหน้าสวย
“อย่าบอกนะว่าจะหลับแล้ว แค่นมอุ่นๆ เนี่ยรอไม่ได้เลยึไง” ว่าแล้วก็ใช้แก้วชนไปที่พวงแก้มอิ่มด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะได้ปฏิกิริยาตอบรับเป็นการขมวดคิ้วและริมฝีปากบางที่ขมุบขมิบเป็นคำว่า ‘ร้อน’
ฮยอนซึงลุกขึ้นนั่งเมื่อรับแก้วนมอุ่นจากดูจุน คนตัวสูงกว่าลุกขึ้นมานั่งบนพื้นที่ว่างที่ถูกฮยอนซึงครอบครองเมื่อครู่ เมื่อจิบแรกถูกกลืนผ่านลำคอระหงบรรยากาศก็เริ่มเป็นไปด้วยความเงียบ
ดูจุนกำลังรอให้ฮยอนซึงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำอย่างเช่นทุกที เขาไม่เคยถาม แต่เมื่อฮยอนซึงอยากระบายความในใจเขาก็พร้อมฟังเสมอ
“นายอยากกินอาหารฝีมือฉันมั้ย?” ถามคำถามที่ทำเอาคนโดนถามถึงกับทำหน้างงงวย แต่คนถามกลับไม่รีรอคำตอบจากสีหน้าแปลกใจของดูจุน ตัดสินใจหมุนตัวกลับ มองหาบางสิ่งบางอย่างเมื่อเดินพ้นเคาน์เตอร์ในครัว
“ปกติอยู่แถวนี้นี่นา...” พึมพำคนเดียวแต่ก็พอจะเรียกความสนใจจากเจ้าของบ้าน
“หาอะไร” เดินเข้ามาถามเมื่อเห็นคนตัวเล็กเดินวนไปมา ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วฮยอนซึงจะรู้ที่ทางข้าวของแทบทุกอย่างในครัวของเขา เพราะช่วยมาเป็นแม่ครัวให้บ่อยตั้งแต่แต่ก่อนแล้ว ถึงเดี๋ยวนี้นานๆ จะมาทีเพราะมีคนที่ต้องทำให้จริงๆ อยู่ที่บ้านแล้วก็เถอะ
“ผ้ากันเปื้อนน่ะ ปกติฉันวางไว้ตรงมุมนี้นี่” ว่าพลางใช้นิ้วเรียวชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้อง
“อ๋อ ถ้าเป็นผ้ากันเปื้อนน่ะ โยเก็บ...”
“...?”
“เก็บไว้ตรงนี้แหนะ” พูดติดขัดเองซะจนเจ้าของดวงตากลมโตต้องเลิกคิ้วเป็นคำถาม แต่ในเมื่อร่างสูงเลือกตัดบทโดยไม่คิดจะอธิบายอะไรฮยอนซึงก็ไม่คิดจะถามต่อ
จะว่าไปแล้วทุกครั้งที่มาหาดูจุน ก็เพื่อพูดแต่เรื่องของตัวเอง ดูจุนไม่เคยเล่าเรื่องของตัวดูจุนเองให้ฟังเลยด้วยซ้ำ
หรือมันเพราะเขาไม่เคยคิดจะสนใจเองกันล่ะ?
คนตัวเล็กสลัดความคิด ตอนนี้เขามีบางเรื่องที่อยู่ในใจมากกว่านั้น
ได้ยินเสียงกุกกักกับได้กลิ่นของอาหารเป็นระยะๆ ดูจุนใช้ดวงตาชั้นเดียวจ้องมองความเคลื่อนไหวในจอสี่เหลี่ยมของโทรทัศน์อยู่นาน ครู่ใหญ่ถึงรู้สึกได้ว่าอีกคนเดินออกจากเคาน์เตอร์ครัวตรงไปที่โต๊ะทานข้าวกับบางอย่างในมือที่คลุมด้วยถุงมือกันร้อนกำลังส่งควันฉุย
“นี่มัน...” ครางในนั่งคอเมื่อนั่งลงแล้วพบว่าเมนูอาหารที่ฮยอนซึงตั้งหน้าตั้งตาทำให้เขาคืออะไร
เพราะเป็นเพื่อนกันมานานทำไมจะไม่รู้ว่านี่คือเมนูโปรดของใคร
“ลองกินนะดูจุน” พูดสั้นๆ แล้วบรรจงจัดช้อนยื่นให้คนตรงหน้า เจ้าของผิวสีเข้มเห็นประกายน้ำตาที่วูบไหวน้อยๆ อยู่ในแววตาของจาง ฮยอนซึง
“เป็นไง?” ถามเมื่ออีกคนเลื่อนช้อนออกจากปาก
“อร่อยดี” ตอบด้วยรอยยิ้มเพราะเขารู้สึกตามนั้นจริงๆ แม้จะแปลกใจนิดหน่อยที่ฝีมือของคนตรงหน้าก้าวหน้าไปเยอะทั้งๆ ที่แต่ก่อนฝีมือที่ตั้งใจทำให้อย่างนี้เขายังแทบต้องใช้คำว่าทนกินเพื่อเอาใจคนสดใสที่ชอบเอาแต่ใจเลยด้วยซ้ำ
“แล้วนายชอบมั้ย” ถามอีกครั้งกับคำถามที่ดูจุนไม่เข้าใจจุดประสงค์ สบตาผู้มาเยือนก่อนจะสลับลงมองจานอาหารตรงหน้า
“นายไม่เบื่อมันใช่มั้ย?” คำถามสุดท้ายก่อนที่คนถามจะหลบหน้ามองต่ำเพราะของเหลวสีใสที่ไหลอาบแก้ม
จุนฮยองอีกแล้วใช่มั้ย...
มองอีกคนที่เริ่มร้องไห้ต่อหน้า ร่างเล็กทรุดตัวลงนั่งแบบไร้เรี่ยวแรงแต่ก็ยังโชคดีที่มีเก้าอี้ตัวเล็กรองรับร่างนั้นไว้ ไหล่มนห่อเข้าหากันและขยับเป็นระยะตามแรงสะอื้น
ดูจุนนิ่วหน้าลงด้วยความเจ็บปวด
เจ็บปวดเพราะรู้ดีว่ามันไม่เจ็บเท่าคนตรงหน้า...
แต่นี่เป็นอีกครั้งที่เขาเลือกที่จะไม่ทำอะไร ปล่อยให้คนตัวเล็กได้ร้องไห้จนพอ จนหยดน้ำตาเปลี่ยนเป็นคราบจางๆ บนผิวเนียน เหลือร่องรอยแดงๆ บนจมูกที่ต้องหายใจอย่างยากลำบากยามสะอื้นไห้
เขาหวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย...
---IT’S MY FAULT---
“ฉันเดินไปส่งก็ได้นะ” ร้องเรียกอีกคนที่กำลังเดินจากไปด้วยร่างบอบบางท่ามกลางอากาศโหดร้ายในฤดูหนาวอย่างนี้ แม้จะเป็นเวลาใกล้ค่ำแต่ก็ยังมีแสงสีส้มของพระอาทิตย์จางๆ ที่พอสาดส่องให้มองเห็นไหล่ลู่เล็กและสภาพไม่มั่นคงของอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไรหรอก” ใบหน้าสวยหันมาตอบด้วยเสียงแหบแห้ง ริมฝีปากบางที่เปลี่ยนจากสีกลับกุหลาบเป้นสีซีดยกยิ้มเล็กน้อยเพื่อบอกอีกคนทางอ้อมว่าไม่ต้องเป็นห่วง
ดูจุนปิดบานประตูลงเมื่อเห็นอีกคนเดินไปไกลลับตา
ในเมื่อฮยอนซึงต้องการอย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้...
---IT’S MY FAULT---
เกล็ดน้ำแข็งเกล็ดแล้วเกล็ดเล่าเริ่มโปรยปรายลงจากท้องฟ้า ฮยอนซึงสอดมือเข้าไปในเสื้อโค้ทที่เป็นสิ่งเดียวที่ปกป้องเขาจากความเหน็บหนาวเวลานี้ มองผ่านม่านหิมะไปยังเมืองที่เริ่มถูกระบายด้วยสีขาวล้วน เห็นบ้านหลังเล็กของตัวเองอยู่ไม่ไกล
เร่งฝีเท้าด้วยหัวใจที่ชื้นขึ้น แม้จะเหน็ดเหนื่อยและยังลังเลกับความยากลำบากในการเผชิญหน้าเจ้าของบ้านอีกคนแต่ก็อยากจะหนีจากความหนาวข้างนอกนี่ให้เร็วขึ้น
“จุนฮยอง” ริมฝีปากยกยิ้มเมื่อเห็นอีกคนอยู่แถวหน้าประตูบ้าน ดีใจทั้งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ก็มีความหมายสำหรับเข่าที่คิดว่าร่างสูงอาจจะไม่กลับมาอีกแล้ว
“คราวหน้าฉันมาอีกได้มั้ย?” เสียงแหลมเล็กดังแทรกขึ้นในความเงียบ แม้จะยังอยู่ห่างอีกไหลมากแต่ก็พอได้ยินถ้อยคำสนทนาของจุนฮยองกับผู้หญิงที่กำลังเดินตามร่างสูงออกมาจากประตูบ้าน
กึก!
ขาเรียวหยุดเดินโดยอัตโนมัติ เบนหน้าไปทางอื่นด้วยความรู้สึกหลากหลาย
เตรียมใจมาแล้วที่จะต้องเจอความเจ็บปวด แต่ไม่คิดว่าจะเป็นภาพแบบนี้
ปิดปากตัวเองเมื่อคิดว่าได้เริ่มสะอื้นอีกครั้ง หลับตาเพราะไม่อยากมองเห็นแต่ก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังอยู่สักพัก จนเมื่อได้ยินเสียงบอกลา เปลือกตาสีนวลถึงกระพริบถี่ไล่น้ำตา ปาดของเหลวสีใสอยู่ที่มุมนั้นอยู่นาน นานจนเส้นผมชื้นไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ถึงเริ่มเดินตรงไปที่บ้านด้วยก้าวที่ไม่มั่นคง
.....
...................
...............................
“มาแล้วเหรอ” เป็นเสียงทักทายที่ถูกเอ่ยโดยร่างสูงเมื่อขาเรียวก้าวผ่านพ้นประตูบ้าน จังหวะการเดินชะงักเล็กน้อย ฮยอนซึงถอดรองเท้าที่ชื้นหิมะข้างนอกแล้วจึงเดินเข้าไปหาเจ้าของเสียงทุ้มที่นั่งอยู่บนพนักโซฟา
“นายออกไปเดินทั้งๆ ที่ข้างนอกหนาวขนาดนั้นนี่นะ” พูดแล้วเอื้อมมือลูบเส้นผมนุ่มที่เรียงตัวสลับกับเกล็ดหิมะจากด้านนอก
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าสีขาวที่พรมชัดอยู่บนเส้นผมนี่เกิดจากการยืนกลางหิมะเป็นเวลานาน...
นายยืนมองฉันกับคนอื่นท่ามกลางอาการหนาวขนาดนั้นนี่นะ ฮยอนซึง...
แขนแกร่งช่วยอีกคนถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก จัดแจงปัดเกล็ดหิมะที่ยังแข็งตัว ก่อนจะพาดลงไปที่พนักของโซฟา ลุกเดินหายไปสักพักก่อนจะกลับมาด้วยผ้าขนหนูสีอ่อน วางลงบนศีรษะคนตัวเล็กกว่าแล้วบรรจงเช็ดอย่างเบามือ
“ฮึก” หลบตาร่างสูงด้วยเสียงสะอื้นที่แผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนที่เคยคุ้นเคยทำให้พาลนึกถึงเรื่องเก่าๆ กับเรื่องปัจจุบันเช่นเมื่อเช้าที่มีวี่แววของแตกต่างกันขึ้นมาอีก
“หืม” ครางในลำคอด้วยเสียงทุ้มต่ำ ก้มใบหน้าลงชิดในหูของอีกคนก่อนจะหยุดที่ต้นคอระหงด้วยริมฝีปาก คล้ายกับเป็นคำถาม
“ฉันเห็นนายอยู่กับผู้หญิงเมื่อกี้”
กึก!
สิ้นเสียงแผ่วเบาของคนตัวเล็กกว่าที่พูดด้วยเสียงสะอื้น จุนฮยองชะงักจากถ้อยคำเมื่อครู่
นายกล้าพูดมันออกมาแล้วเหรอฮยอนซึง?
“นายเห็นผิดคนแล้วมั้ง” ตอบเลี่ยงๆ ด้วยแววตาวูบไว ละจากการกระทำเมื่อครู่ ก่อนจะเดินเอาผ้าขนหนูไปตากอย่างลวกๆ
“งั้นเหรอ” พูดแค่นั้นก่อนจะปาดน้ำตาอีกหยดที่เผลอไหลลงมา แต่ก็ไม่ทันให้อีกคนได้เห็นหรอก
เป็นครั้งแรกที่เขากล้าพูดขึ้นมา แต่ก็ไม่คิดว่าอีกคนจะปฏิเสธและเรื่องราวจะจบได้รวดเร็วอย่างนี้
เพราะความจริงเขาก็ไม่กล้าซักไซ้ความจริงที่อยู่ในใจจุนอยองเหมือนกัน...
.....
...................
...............................
หลังจากคำปฏิเสธเรียบง่าย ฮยอนซึงพาร่างกายบอบบางของตัวเองไปอาบน้ำตามคำบอกของร่างสูง ใช้เวลาอยู่นานจนเมื่อออกมาพบว่าอีกคนนอนรออยู่ที่เตียง
เมื่อปิดไหในห้องน้ำ แสงไฟในตัวบ้านก็เหลือเพียงเสียงสีส้มนวลจากไฟข้างหัวนอน เดินตามคำเรียกของอีกคนแล้วทิ้งตัวลงนอนที่เดิม...
ที่ที่จุนฮยองใช้กอดคนอื่น
ห่อตัวลงในอ้อมกอดจากด้านหลังของร่างสูง ข่มตาหลับเมื่อรับรู้ว่าอีกคนเริ่มหายใจเป็นจังหวะ ด้วยความหนาวถึงสอดมือเข้าใต้หมอนนุ่ม
กึก!
สัมผัสบางอย่างที่ใต้หมอนทำให้มือเรียวหยุดชะงัก ค่อยๆ เลื่อนของสิ่งนั้นจากใต้หมอนด้วยมือที่อ่อนแรงเมื่อคิดถึงภาพของร่างสูงกับคนอีกคนที่เห็นเมื่อเย็นแล้วพอจะปะติดปะต่อได้ว่ามันคืออะไร
...แสงไฟสีส้มนวลจากหัวเตียงถูกปิดไปแล้ว แต่แสงจันทร์ที่ผ่านลอดหน้าต่างยังพอได้เห็นอยู่รำไร
“ฮึก!” ฮยอนซึงสะอื้นอีกครั้งในความมืด
ฉันถามนายออกไปแล้ว แต่ในเมื่อนายบอกว่าไม่ใช่มันก็ไม่ใช่...
พยายามควบคุมความรู้สึกตัวเองเมื่อกลัวว่าแรงสะอื้นจะทำให้อีกคนตื่น
เจ็บจังเลย จุนฮยอง...
“ฮึก..ฮึก...” เสียงฮีตเตอร์กำลังทำงานพอบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นค่ำคืนในอากาศหนาว นอกนั้นก็เป็นเพียงความเงียบเพราะตอนนี้เป็นเวลาใกล้ดึกดื่นแล้ว จะเว้นก็แต่เสียงหายใจผิดจังหวะเล็กๆ ที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของเสียงจะพยายามทำให้มันเงียบแค่ไหนก็ตาม
ร้องไห้อีกแล้ว...
ไม่ใช่ที่เสียงร้องที่พยายามทำให้เงียบนั่น แต่เป็นเพราะอาการสั่นไหวเล็กๆ ของร่างที่อยู่ในอ้อมกอดถึงทำให้เขารับรู้ได้
“อึก...” จุนฮยองขยับใบหน้าเข้าหาลำคอสวย ใช้ปลายคางกดที่ไหล่บางพอให้รู้ตัว เสียงสะอื้นจึงหยุดชะงักชั่วขณะ
หงุดหงิดจริงๆ...
อยากจะถอนหายใจพอให้ได้ระบายอารมณ์ของตัวเองแต่ก็ไม่ได้ทำ เลือกใช้การขยับตัวเข้าใกล้ให้ใครอีกคนพอรู้ว่าควรหยุดร้องก่อนจะทำให้เขาตื่นแทน
เป็นพักใหญ่ที่กว่าเสียงสะอื้นจะจบลง คนในอ้อมกอดพลิกตัวเข้าหาเขาเล็กน้อย ดันเขาออกในทีแรกก่อนจะขยับใช้สองแขนบอกบางนั่นโอบกอดเขาแน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปแล้วจึงเริ่มหายใจเป็นจังหวะ
จำเป็นต้องร้องไห้ก่อนนอนอย่างนี้ทุกคืนเลยรึไง...
ก้มมองขนตาเรียวสวยที่เรียงตัวเสมอขอบตาล่าง มองจมูกรั้นที่ยังเหลือรอยแดงๆ จากการร้องไห้เมื่อครู่ เห็นคราบน้ำตาจางๆ ยังคงอยู่บนผิวเนียน
เจ็บปวดมากใช่มั้ย จาง ฮยอนซึง?
บางครั้งคนที่ทำร้ายคนที่เรารักมากที่สุดก็คือ...ตัวเราเอง
เมื่อไรนายจะเลิกรักฉันได้สักทีนะ จาง ฮยอนซึง
นายจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอย่างนี้...
ช่วยเลิกรักฉันสักทีได้ไหม
เพราะฉันมันเห็นแก่ตัวเกินกว่าจะผลักไสนายออกไปเอง
ฉันไม่เข้มแข็งพอจะยอมปล่อยนายไปจากฉันหรอก...
--TO BE CONTINUED[It's my pleasure]--
TalK : มาต่อแล้ว >_< มีคนอ่านบ้างมั้ย?? 55 XD
แม้จะไม่มีใครอ่าน เราก็จะลง คึคึ =w=
อ่านแ้กขัดเลิฟอิสไปก่อนเนาะตัวเอง~
รักคนอ่านน้า ^^
edit @ 8 Apr 2011 00:25:24 by ชิน
edit @ 8 Apr 2011 00:35:08 by ชิน

เรื่องนี้สงสารซึงมากอ่ะ
เหมือนกับว่าปิ้นก็รักอยู่นะ แต่มันก็เป็นสันดานใช่ป่ะละที่ต้องมีผู้หญิงหลายๆคน
ช่วยเลิกรักฉันสักทีได้ไหม
เพราะฉันมันเห็นแก่ตัวเกินกว่าจะผลักไสนายออกไปเอง
ฉันไม่เข้มแข็งพอจะยอมปล่อยนายไปจากฉันหรอก...
เค้าชอบประโยคพวกนี้มากคะไรเตอร์ อ่านแล้วน้ำตาไหล
มันให้อารมณ์แบบว่า ไม่ใช่ไม่รักแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรักไรเงี้ยอ่ะ
เอาไปเลย
#1 By ฺBroken on 2011-04-07 18:31