[SF] IT’S MY FAULT {Junhyung x Hyunseung} (part 2/2)

posted on 07 Apr 2011 17:54 by chibi-uchi

 

 

 

 

 

 

 

It's just a fanfic. I only own the plot and the characters not the boys.
So, reader discretion is advised.
I hope you like it. Comments and feedback are loved!
 
เรื่องที่ลงไว้ในบลอคนี้เป็นเพียง "แฟนฟิคชั่น" ซึ่งเกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่ง
ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงแต่อย่างใด โปรดโช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Title : IT’S  MY FAULT
Main : Yong Junhyung x Jang Hyunseung
Author : shinsh
Part : 2/2 (Junhyung’s side)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บางครั้งคนที่ทำร้ายคนที่เรารักมากที่สุดก็คือคนที่เราคาดไม่ถึง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฮึก..ฮึก...” เสียงฮีตเตอร์กำลังทำงานพอบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นค่ำคืนในอากาศหนาว นอกนั้นก็เป็นเพียงความเงียบเพราะตอนนี้เป็นเวลาใกล้ดึกดื่นแล้ว จะเว้นก็แต่เสียงหายใจผิดจังหวะเล็กๆ ที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของเสียงจะพยายามทำให้มันเงียบแค่ไหนก็ตาม

 

ร้องไห้อีกแล้ว...

 

ไม่ใช่ที่เสียงร้องที่พยายามทำให้เงียบนั่น แต่เป็นเพราะอาการสั่นไหวเล็กๆ ของร่างที่อยู่ในอ้อมกอดถึงทำให้เขารับรู้ได้

 

“อึก...” จุนฮยองขยับใบหน้าเข้าหาลำคอสวย ใช้ปลายคางกดที่ไหล่บางพอให้รู้ตัว เสียงสะอื้นจึงหยุดชะงักชั่วขณะ

 

หงุดหงิดจริงๆ...

 

อยากจะถอนหายใจพอให้ได้ระบายอารมณ์ของตัวเองแต่ก็ไม่ได้ทำ เลือกใช้การขยับตัวเข้าใกล้ให้ใครอีกคนพอรู้ว่าควรหยุดร้องก่อนจะทำให้เขาตื่นแทน

 

เป็นพักใหญ่ที่กว่าเสียงสะอื้นจะจบลง คนในอ้อมกอดพลิกตัวเข้าหาเขาเล็กน้อย ดันเขาออกในทีแรกก่อนจะขยับใช้สองแขนบอกบางนั่นโอบกอดเขาแน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปแล้วจึงเริ่มหายใจเป็นจังหวะ

 

จำเป็นต้องร้องไห้ก่อนนอนอย่างนี้ทุกคืนเลยรึไง...

 

ก้มมองขนตาเรียวสวยที่เรียงตัวเสมอขอบตาล่าง มองจมูกรั้นที่ยังเหลือรอยแดงๆ จากการร้องไห้เมื่อครู่ เห็นคราบน้ำตาจางๆ ยังคงอยู่บนผิวเนียน

 

เจ็บปวดมากใช่มั้ย จาง ฮยอนซึง?

 

 

 

 

 

 

 

 

---IT’S MY FAULT---

 

 

 

 

 

 

 

 

ติ๊ดด---- ติ๊ดดด----

 

เอื้อมมือคว้าเครื่องมือสื่อสารสี่เหลี่ยมที่กำลังสั่นอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ปัดป่ายไปมาอยู่พักใหญ่ด้วยความงัวเงียกว่าจะคว้าได้ ลืมตาปรับแสงถี่ๆ ทันมองเห็นที่ว่างข้างตัวที่ยังคงเหลือรอยยับอยู่บนผ้าปูเตียงก่อนจะคิดเอาเองว่าอีกคนคงตื่นแล้วและอาจจะอยู่ในห้องครัวเพราะเริ่มได้กลิ่นอาหารที่กำลังหอมโชย บวกกับได้ยินเสียงกระทบกันของของใช้ในครัวอีกนิดหน่อย

 

เหลือบมองนาฬิกาที่ผนังห้องอีกครั้งก่อนหันมาสนใจสายที่กำลังโทรเข้ามา

 

ยุน ดูจุน...

 

เพียงแค่เห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอความหงุดหงิดก็ประดังเข้ามา แม้จะเป็นเพื่อนสนิทแต่พอนึกได้ว่าเรื่องที่อีกคนโทรมาจะเป็นเรื่องอะไรคิ้วเรียวก็อดขมวดเข้าหากันไม่ได้

 

เพราะเมื่อคืนที่อีกคนหายไปก่อนจะกลับบ้านมาปั้นหน้ายิ้มด้วยสภาพอิดโรยที่จะฝืนให้ดูธรรมชาติเท่าไรก็คงตบตาเขาไม่ได้นั่น ก็พอจะรู้อยู่ว่าเรื่องที่ไอ้เพื่อนตัวดีโทรมาแต่เช้าเป็นเรื่องอะไร

 

เรื่องเดิมๆ...

 

“มึงไปเจอกูหน่อย ที่เดิม” เสียงดูจุนกรอกมาตามสาย

 

“เออ” ตอบรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็รำคาญพอจะตัดบท กดตัดสายแล้วก้าวลงจากที่นอน เข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะออกมาพบว่าอีกคนเตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว

 

“วันนี้ฉันทำของโปรดนายทั้งนั้นเลยนะ” เสียงหวานเอ่ยพร้อมด้วยรอยยิ้ม ถึงคราบน้ำตาเมื่อคืนถูกล้างออกไปแล้ว แต่สายตาคมก็ยังคงมองเห็นตาบวมๆ ที่เป็นร่องรอยจากการร้องไห้เมื่อคืน แม้จะแอบมีแป้งบางๆ ที่อีกฝ่ายคงจงใจผัดเพื่อกลบร่องรอยที่ไม่อยากจะให้เขาเห็นไว้

 

จุนฮยองทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเจ้าของเสียงหวาน มองอาหารหลากหลายที่อีกคนตื่นมาทำแต่เช้าหลังจากทบทวนคำพูดเมื่อครู่ของอีกคนในใจ

 

นายก็ทำของโปรดของฉันให้ฉันกินทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่รึไง...

 

หยิบช้อนขึ้นมา ก่อนจะเห็นดวงตากลมโตน่ารักเริ่มเป็นประกาย ฮยอนซึงมักจะเป็นแบบนี้ทุกที นั่งรอเขาลิ้มรสอาหารที่ตั้งใจตื่นมาทำให้แต่เช้า แล้วก็จะดีใจมากๆ เวลาเอ่ยปากชมว่าอร่อย

 

แต่นั่นมันก็แค่เมื่อก่อน...

 

ไม่คิดบ้างเลยหรือไงนะ ว่าต่อให้เป็นสิ่งที่ชอบแค่ไหน แต่ถ้าเจอทุกวัน ยังไงมันก็เบื่อได้สักวัน

 

เลิกสนใจสายตายิ้มแย้มที่มีแววความหวังเล็กๆ ข้างใน แล้วหันมาสนใจเมนูอาหารตรงหน้าก่อนจะตักใส่ปากอย่างไม่ใส่ใจอะไรนัก

 

“เป็นไง อร่อยมั้ย” คำถามพร้อมด้วยประกายตาน่ารักถูกส่งมาอีกครั้งในขณะที่คนถามท้าวแขนบนโต๊ะตั้งใจรอคำตอบ จุนฮยองกลืนอาหารในปากที่เคี้ยวลวกๆ เร็วพอที่จะไม่ทันได้ใส่ใจรสชาดของมันก่อนจะเลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำถามของคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ตรงข้ามของอีกฟากโต๊ะ

 

“...” ไม่มีคำตอบ แต่คนตัวสูงเลือกที่จะวางช้อน ลุกขึ้นแล้วเดินเลยไปหยิบเสื้อคลุมที่พาดอยู่บนพนักพิงโซฝาแล้วก้าวไปที่ประตูแทน

 

“นะ...นายเพิ่งกินไปแค่คำเดียวเองนะจุนฮยอง” เสียงเล็กตะโกนเรียกไล่หลัง ไม่ได้แฝงไปความเกรี้ยวกราดแต่เป็นความตัดพ้อเล็กๆ

 

แค่ความรู้สึกที่ฮยอนซึงพยายามจะยอมรับอยู่ก็เท่านั้น...

 

ถึงแม้จะไม่ได้มีน้ำเสียงเว้าวอนอะไรมากแต่เสียงเรียกก็หยุดขาของร่างสูงได้ จุนฮยองที่พาดมือข้างหนึ่งที่ถือเสื้อไว้บนบ่าหันมามองฮยอนซึงที่ยืนกลั้นน้ำตาอยู่ที่โต๊ะอาหาร

 

เห็นสีหน้าเจ็บปวดของอีกคนพร้อมๆ กับร่างเล็กที่ดูผอมลงไปถนัดตา...

 

“...” ถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะหันตัวเดินกลับมาหาฮยอนซึงที่เพิ่งร้องเรียกตัวเองเมื่อครู่ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง แล้วช้อนคันเดิมก็ถูกใช้ตักอาหารที่เขาเพิ่งแตะต้องไปเพียงคำเดียวเมื่อครู่

 

“นายอยากให้ฉันกินให้หมดใช่มั้ย” คนตัวบางที่กำลังปาดน้ำตาที่พาลไหลขึ้นมาดื้อๆ ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะให้อีกคนได้เห็นหยุดชะงักกับคำพูดของจุนฮยอง

 

หน้าหนาวที่ว่าหนาวแล้วยังไม่เท่าถ้อยคำและท่าทีเย็นชาที่ฮยอนซึงสัมผัสได้จากอีกฝ่ายเลย...

 

“ถ้ามันไม่ถูกปากนาย ให้ฉันทำให้ใหม่ก็ได้นะ นี่มันของโปรดนายนี่ไม่ชอบแล้วเหรอ?” ตอบไม่ค่อยตรงคำถาม พลางฝืนยิ้ม ในใจภาวนาขอให้จุนฮยองไม่เห็นหยดน้ำตาที่เขาเพิ่งปาดไปเมื่อครู่

 

“ไม่ใช่ไม่ชอบหรอก...” ร่างสูงตอบ พร้อมๆ กับริมฝีปากบางของคนฟังที่พอจะคลี่ยิ้มออกได้

 

“แต่ฉันเบื่อ” พูดจบก็วางช้อนอีกครั้ง ราวกับที่แตะต้องมันเมื่อกี้เป็นเพียงการทำให้อีกคนพอใจก็เท่านั้น

 

แล้วจุนฮยองก็ได้ออกจากบ้านไปสมใจ โดยไร้ซึ่งเสียงทักท้วงใดๆ

 

ปัง!

 

เสียงประตูปิดลงราวกับคนที่เพิ่งเดินผ่านมันไปรีบร้อนซะเต็มประดา

 

ฮวบ!

 

ฮยอนซึงทรุดนั่งลงกับพื้น มองอาหารที่ได้รับการแตะต้องเพียงไม่กี่คำโดยร่างสูง แล้วน้ำสีใสก็ไหลอาบแก้มอีกครั้ง

 

 

 

 

 

.....

 

 

 

 

..................

 

“ทำอะไรน่ะ หืม” เพราะมัวแต่สนใจอาหารสีจางที่กำลังส่งกลิ่นควันหอมกรุ่นจึงไม่รู้ตัวว่าถูกอีกคนยืนมองอยู่นานแล้ว สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกอีกคนสวมกอดจากด้านหลัง ก่อนจะรู้สึกถึงน้ำหนักที่ไหล่ขวาที่ร่างสูงเกยคางไว้หลังจากขโมยหอมแก้มเขาไปฟอดหนึ่ง

 

“เดี๋ยวเถอะ ทำไมนายไม่ให้สุ้มให้เสียงล่ะ ถ้าฉันตกใจเผลอทำเกลือหกใส่ทั้งกระป๋องจะว่าไง หา!” พูดดุๆ แต่ใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอยยิ้ม ที่พวงแก้มมีสีชมพูระเรื่อเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฮยอนซึงกำลังเขิน

 

จุนฮยองยิ้มให้กับความน่ารักของคนตัวเล็กในอ้อมกอด

 

“แล้วตกลงนายทำอะไรอยู่เนี่ย” ถามพลางใช้มือข้างหนึ่งจับมือเล็กซึ่งถือช้อนชิมที่มีรสอาหารเมื่อครู่ติดอยู่มาชิมรสชาด

 

“หืม...” ขึ้นเสียงสูงเมื่อประสาทสัมผัสรับรู้รสเรียกความสนใจจากคนในอ้อมกอดได้มากมาย

 

“ทำเสียงอย่างนี้หมายความว่าไง” ฮยอนซึงเกือบจะพองลมอีกครั้งเมื่อเห็นอีกคนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนจะหงุดหงิดแต่ความจริงซ่อนความผิดหวังอยู่ลึกๆ เพราะอาหารมื้อนี้เขาตั้งใจตื่นมาแต่เช้าเพื่อทำให้จุนฮยอง

 

“ก็... ยังพอกินได้” ตอบออกไปตามตรงแล้วก็ทันทีที่ได้เห็นดวงตากลมโตนั้นมองอย่างตัดพ้อ

 

‘ฉันอุตส่าห์ตั้งใจทำของที่นายชอบเลยนะ ให้กำลังใจกันหน่อยไม่ได้รึไง’ คล้ายกับว่าดวงตาเง้างอนนั่นกำลังพูดกับเขาอยู่แบบนั้น

 

จุนฮยองระบายยิ้มอีกครั้ง

 

“ถ้านายตั้งใจฝึกทำทุกวันยังไงมันก็อร่อยขึ้นเองแหละ ฉันสัญญาเลยว่าจะกินของที่นายทำให้หมดทุกมื้อเลย” พูดพลางใช้มือข้างหนึ่งยีหัวคนตัวเล็ก

 

“จริงๆ นะ ถ้าฉันทำให้กินทุกวัน นายจะยอมกินให้หมดทุกวันจริงๆ นะ” ฮยอนซึงถามราวกับเด็กที่รอคำสัญญา ทำให้จุนฮยองอดระเบิดหัวเราะในความน่ารักน่าเอ็นดูออกมาไม่ได้

 

“อื้ม ตราบใดที่คนรักของฉันชื่อจาง ฮยอนซึงฉันก็ต้องทนกินทุกวันอยู่แล้วน่า” พูดติดตลกจนคนในอ้อมกอดต้องศอกใส่ด้วยความหมั่นไส้ แต่ดวงหน้ากลับระบายไปด้วยรอยยิ้ม

 

นั่นเป็นเช้าแรกก่อนที่ทุกๆ วันที่ตื่นมาจุนฮยองจะพบกับอาหารที่ฮยอนซึงตั้งใจเตรียมให้ทุกเช้า เมนูเปลี่ยนแปลงบ้างแต่ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของที่จุนฮยองชอบ บางสิ่งเป็นของที่อีกคนไม่ถูกโฉลกด้วยด้วยซ้ำ แต่ก็ยังฝืนทำให้ รสชาติที่แรกๆ เขาอดตอบตรงๆ ไม่ได้ว่า ‘แค่พอกินได้’ แต่ตอนนี้ไม่รู้ร่างบางไปเอาความตั้งใจมาจากไหนมันถึงพัฒนาขึ้นเป็นรสชาดที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือน จนเขาต้องออกปากชมทุกครั้งก่อนจะได้กำไรเป็นรอยยิ้มและใบหน้าน่ารักที่เต็มไปด้วยความดีใจจากเจ้าของใบหน้าสวย

 

 

..................

 

 

.....

 

 

 

 

ดวงตากลมโตมองอาหารที่กำลังเย็นชืดเพราะไม่ได้รับการแตะต้อง ก่อนจะรื้นไปด้วยน้ำสีใสอีกครั้ง

 

‘ตราบใดที่คนรักของฉันชื่อจาง ฮยอนซึงฉันก็ต้องทนกินทุกวันอยู่แล้วน่า’

 

นึกถึงคำพูดของอีกคนที่เคยให้คำสัญญาไว้ ก่อนที่หยดน้ำจะพรั่งพรูจนหยดลงพื้น

 

 

มันหมดไปแล้วจริงๆ เหรอ เยื่อใยที่นายมีให้ฉัน หมดไปแล้วเหรอ จุนฮยอง.... 

 

 

 

 

 

 

 

 

---IT’S MY FAULT---

 

 

 

 

 

 

 

 

สวนสาธารณะใจกลางเมืองแม้จะมีคนพลุกพล่านมากในช่วงเช้า แต่ก็บางตาลงเมื่อตอนสาย แต่ถึงยังนั้นก็ยังคงมีผู้คนที่มาพักผ่อนให้เห็นอยู่บางตา ร่างสูงในชุดเสื้อแจ็กเก็ตสีดำ สวมแว่นกันแดดอันใหญ่ กางเกงยีนส์ขายาวมีรอยขาดนิดๆ พร้อมกับรองเท้าสองข้างที่มีสีสันต่างกัน จุนฮยองนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ใกล้แปลงดอกไม้ที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงามของสวน มือทั้งสองข้างซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อ สายตาคมที่ถูกบดบังด้วยแว่นกันแดดกำลังมองไปตามทางเดินที่คาดว่าอีกไม่นานคงจะมีร่างสูงอีกคนเดินเข้ามา

 

แล้วก็ไม่นานจริงๆ ที่เจ้าของสายที่โทรมาปลุกเขาด้วยเสียงแข็งๆ เมื่อเช้าปรากฏตัวขึ้น จุนฮยองชูมือคล้ายให้สัญญาณให้อีกคนรับรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ ยกยิ้มด้วยความรู้สึกเวลาได้เจอเพื่อนสนิทแต่อีกคนกลับมีใบหน้าบึ้งตึงอย่างไม่ยินดีกับการได้พบเจอเขาซะอย่างนั้น

 

มันก็น่าอยู่หรอก...

 

พอคิดว่าเรื่องที่เพื่อนรักที่นานๆ ทีจะเจอกันครั้งกำลังจะพูดคือเรื่องอะไร เขาก็อดจะพาลเบ้ปากไม่ได้

 

“เมื่อวานเขามาหากู” ทิ้งตัวนั่งลงข้างร่างสูงที่ออกจะผอมกว่า ดูจุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ติดจะโมโหเล็กๆ

 

“อืม ก็เขามีแต่มึงนี่”

 

พูดด้วยความรู้สึกตัดพ้อหรือว่าอะไรก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่ในสายตาดูจุนที่มองความรักที่จุนฮยองมีให้ฮยอนซึงไม่ออก เขาก็คิดได้เป็นอย่างเดียวว่าอีกคนพูดราวกับไม่ใส่ใจฮยอนซึงแม้เพียงสักนิด

 

“มึงทำเกินไปแล้วนะ” ดูจุนพยายามสะกดอารมณ์ตัวเองเวลาคุยกับจุนฮยอง เพราะรู้จักกันดีว่าต่างก็ใจร้อนทั้งคู่ หากเขาไม่รู้จักยั้งไว้ ก็คงไม่จบได้ง่ายๆ แน่ ยิ่งเขามาเพื่อทำให้ฮยอนซึงไม่ต้องเสียน้ำตาอีกเขาก็จะทำมันพังไม่ได้

 

“กูทำอะไรเกิน กูก็เป็นของกูอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว”

 

“มึงนี่!” ดูจุนกระชากคอเสื้อของอีกคน เขาเกือบจะปล่อยหมัดแรงๆ ลงบนใบหน้าไร้สำนึกนั่นแล้วจริงๆ แต่ที่เขาหยุดไว้ก็เพราะ...

 

จุนฮยองพูดถูกทุกอย่าง...

 

เพื่อนที่เปลี่ยนสาวไม่เว้นวันอย่างจุนฮยองเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขารู้ดี ...แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนที่รักฮยอนซึง

 

“มึงจะทำเหี้ยอะไร ทำไมมึงต้องพาไปที่บ้านด้วย!” ดุจุนเริ่มใจเย็นลงแม้น้ำเสียงจะยังคงความเกรี้ยวกราด มือใหญ่ลดคอเสื้อจุนฮยองที่ถูกเขากำแน่นจนยับ เว้นระยะห่างจากอีกคนเพื่อถอยมาสงบอารมณ์โมโหของตัวเอง

 

“ที่บ้านกับที่อื่นมันต่างกันเหรอวะ?”

 

“มึง!”

 

พลั่ก!

 

คราวนี้ความอดทนของดุจุนหมดลงแล้ว เขาต่อยจุนฮยองจนลงไปกองกับพื้น น้ำสีแดงสดไหลออกจากมุมปากของจุนฮยอง แต่คนเจ็บเพียงแค่เช็ดมุมปากแล้วแค่นยิ้มราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับ

 

ดูจุนโกรธ โกรธจุนฮยองที่พูดทุกอย่างนั่นอย่างไม่สำนึก โกรธฮยอนซึงต้องร้องไห้เพราะคนคนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า โกรธที่เขาไม่สามารถช่วยอะไรฮยอนซึงได้

 

โกรธที่วันนี้เขาไม่เห็นวี่แววความรักที่ยง จุนฮยองมีให้จาง ฮยอนซึงเลย

 

“ถึงมึงไม่เหลือรักให้เขาแล้ว วันนี้กูขอมึงในฐานะเพื่อนได้มั้ย” ดูจุนเอ่ยเมื่อจุนฮยองยันกายลุกขึ้น

 

“...” ไม่มีคำตอบแต่จุนฮยองเพียงมองตอบเป็นเชิงรอฟัง ‘คำขอ’ ของเขา

 

“มึงเลิกกับเขาเถอะนะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

---IT’S MY FAULT---

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฮยอนซึง...” ร่างสูงเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อพบคนตัวเล็กนั่งกอดเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้านของตัวเอง

 

“นาย...”

 

“รีบเปิดประตูสิดูจุน ฉันหนาวจะแย่อยู่แล้ว” เอ่ยตัดบทเพราะรู้ดีว่าอีกคนจะถามอะไร ฮยอนซึงลุกขึ้นแล้วมองไปทางประตูเป็นเชิงบอกให้ดูจุนเปิดประตูออก

 

ดูจุนเปิดประตูด้วยสีหน้ายุ่งเหยิงพลางคิดถึงไอ้เพื่อนตัวดีที่เพิ่งเจอกันเมื่อครู่ ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งเรียกจุนฮยองไปเคลียร์เรื่องที่ทำให้ฮยอนซึงร้องไห้เมื่อคืนแท้ๆ กลับมาบ้านกลับเจอฮยอนซึงอย่างนี้อีกคงไม่พ้นโดนจุนฮยองทำร้ายจิตใจมาเมื่อเช้าเป็นแน่

 

ทันทีที่ประตูเปิดออกฮยอนซึงก้พาร่างตัวเองไปหยุดอยู่ที่โซฟาของร่างสูง ทิ้งตัวลงนอนด้วยสภาพอ่อนล้าโดยไม่คิดจะบอกอะไรกับเจ้าของบ้าน

 

“ดื่มนมมั้ย” เพราะเห็นท่าทีลำบากใจที่จะพูดถึงสาเหตุที่มาหาเขาที่บ้านอย่างนี้จึงเลือกที่จะถามอย่างหลีกเลี่ยงแทน

 

“อืม” ตอบรับในลำคอเบาๆ โดยที่ศีรษะยังคงวางตัวอยู่บนหมอน สายตาฮยอนซึงเลื่อนลอยไม่มองคู่สนทนาด้วยซ้ำ

 

ไม่นานดูจุนก็กลับมาหาร่างบางที่อ่อนเพลียคล้ายจะหลับอยู่ร่อมร่อ ทรุดกายลงนั่งบนพื้นพิงหลังบนโซฟาแล้วยื่นแก้วที่บรรจุน้ำสีขุ่นไปตรงหน้าใบหน้าสวย

 

“อย่าบอกนะว่าจะหลับแล้ว แค่นมอุ่นๆ เนี่ยรอไม่ได้เลยึไง” ว่าแล้วก็ใช้แก้วชนไปที่พวงแก้มอิ่มด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะได้ปฏิกิริยาตอบรับเป็นการขมวดคิ้วและริมฝีปากบางที่ขมุบขมิบเป็นคำว่า ‘ร้อน’

 

ฮยอนซึงลุกขึ้นนั่งเมื่อรับแก้วนมอุ่นจากดูจุน คนตัวสูงกว่าลุกขึ้นมานั่งบนพื้นที่ว่างที่ถูกฮยอนซึงครอบครองเมื่อครู่ เมื่อจิบแรกถูกกลืนผ่านลำคอระหงบรรยากาศก็เริ่มเป็นไปด้วยความเงียบ

 

ดูจุนกำลังรอให้ฮยอนซึงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำอย่างเช่นทุกที เขาไม่เคยถาม แต่เมื่อฮยอนซึงอยากระบายความในใจเขาก็พร้อมฟังเสมอ

 

“นายอยากกินอาหารฝีมือฉันมั้ย?” ถามคำถามที่ทำเอาคนโดนถามถึงกับทำหน้างงงวย แต่คนถามกลับไม่รีรอคำตอบจากสีหน้าแปลกใจของดูจุน ตัดสินใจหมุนตัวกลับ มองหาบางสิ่งบางอย่างเมื่อเดินพ้นเคาน์เตอร์ในครัว

 

“ปกติอยู่แถวนี้นี่นา...” พึมพำคนเดียวแต่ก็พอจะเรียกความสนใจจากเจ้าของบ้าน

 

“หาอะไร” เดินเข้ามาถามเมื่อเห็นคนตัวเล็กเดินวนไปมา ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วฮยอนซึงจะรู้ที่ทางข้าวของแทบทุกอย่างในครัวของเขา เพราะช่วยมาเป็นแม่ครัวให้บ่อยตั้งแต่แต่ก่อนแล้ว ถึงเดี๋ยวนี้นานๆ จะมาทีเพราะมีคนที่ต้องทำให้จริงๆ อยู่ที่บ้านแล้วก็เถอะ

 

“ผ้ากันเปื้อนน่ะ ปกติฉันวางไว้ตรงมุมนี้นี่” ว่าพลางใช้นิ้วเรียวชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้อง

 

“อ๋อ ถ้าเป็นผ้ากันเปื้อนน่ะ โยเก็บ...”

 

“...?”

 

“เก็บไว้ตรงนี้แหนะ” พูดติดขัดเองซะจนเจ้าของดวงตากลมโตต้องเลิกคิ้วเป็นคำถาม แต่ในเมื่อร่างสูงเลือกตัดบทโดยไม่คิดจะอธิบายอะไรฮยอนซึงก็ไม่คิดจะถามต่อ

 

จะว่าไปแล้วทุกครั้งที่มาหาดูจุน ก็เพื่อพูดแต่เรื่องของตัวเอง ดูจุนไม่เคยเล่าเรื่องของตัวดูจุนเองให้ฟังเลยด้วยซ้ำ

 

หรือมันเพราะเขาไม่เคยคิดจะสนใจเองกันล่ะ?

 

คนตัวเล็กสลัดความคิด ตอนนี้เขามีบางเรื่องที่อยู่ในใจมากกว่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ได้ยินเสียงกุกกักกับได้กลิ่นของอาหารเป็นระยะๆ ดูจุนใช้ดวงตาชั้นเดียวจ้องมองความเคลื่อนไหวในจอสี่เหลี่ยมของโทรทัศน์อยู่นาน ครู่ใหญ่ถึงรู้สึกได้ว่าอีกคนเดินออกจากเคาน์เตอร์ครัวตรงไปที่โต๊ะทานข้าวกับบางอย่างในมือที่คลุมด้วยถุงมือกันร้อนกำลังส่งควันฉุย

 

“นี่มัน...” ครางในนั่งคอเมื่อนั่งลงแล้วพบว่าเมนูอาหารที่ฮยอนซึงตั้งหน้าตั้งตาทำให้เขาคืออะไร

 

เพราะเป็นเพื่อนกันมานานทำไมจะไม่รู้ว่านี่คือเมนูโปรดของใคร

 

“ลองกินนะดูจุน” พูดสั้นๆ แล้วบรรจงจัดช้อนยื่นให้คนตรงหน้า เจ้าของผิวสีเข้มเห็นประกายน้ำตาที่วูบไหวน้อยๆ อยู่ในแววตาของจาง ฮยอนซึง

 

“เป็นไง?” ถามเมื่ออีกคนเลื่อนช้อนออกจากปาก

 

“อร่อยดี” ตอบด้วยรอยยิ้มเพราะเขารู้สึกตามนั้นจริงๆ แม้จะแปลกใจนิดหน่อยที่ฝีมือของคนตรงหน้าก้าวหน้าไปเยอะทั้งๆ ที่แต่ก่อนฝีมือที่ตั้งใจทำให้อย่างนี้เขายังแทบต้องใช้คำว่าทนกินเพื่อเอาใจคนสดใสที่ชอบเอาแต่ใจเลยด้วยซ้ำ

 

“แล้วนายชอบมั้ย” ถามอีกครั้งกับคำถามที่ดูจุนไม่เข้าใจจุดประสงค์ สบตาผู้มาเยือนก่อนจะสลับลงมองจานอาหารตรงหน้า

 

“นายไม่เบื่อมันใช่มั้ย?” คำถามสุดท้ายก่อนที่คนถามจะหลบหน้ามองต่ำเพราะของเหลวสีใสที่ไหลอาบแก้ม

 

จุนฮยองอีกแล้วใช่มั้ย... 

 

มองอีกคนที่เริ่มร้องไห้ต่อหน้า ร่างเล็กทรุดตัวลงนั่งแบบไร้เรี่ยวแรงแต่ก็ยังโชคดีที่มีเก้าอี้ตัวเล็กรองรับร่างนั้นไว้ ไหล่มนห่อเข้าหากันและขยับเป็นระยะตามแรงสะอื้น

 

ดูจุนนิ่วหน้าลงด้วยความเจ็บปวด

 

เจ็บปวดเพราะรู้ดีว่ามันไม่เจ็บเท่าคนตรงหน้า... 

 

 

แต่นี่เป็นอีกครั้งที่เขาเลือกที่จะไม่ทำอะไร ปล่อยให้คนตัวเล็กได้ร้องไห้จนพอ จนหยดน้ำตาเปลี่ยนเป็นคราบจางๆ บนผิวเนียน เหลือร่องรอยแดงๆ บนจมูกที่ต้องหายใจอย่างยากลำบากยามสะอื้นไห้

 

เขาหวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

---IT’S MY FAULT---

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฉันเดินไปส่งก็ได้นะ” ร้องเรียกอีกคนที่กำลังเดินจากไปด้วยร่างบอบบางท่ามกลางอากาศโหดร้ายในฤดูหนาวอย่างนี้ แม้จะเป็นเวลาใกล้ค่ำแต่ก็ยังมีแสงสีส้มของพระอาทิตย์จางๆ ที่พอสาดส่องให้มองเห็นไหล่ลู่เล็กและสภาพไม่มั่นคงของอีกฝ่าย

 

“ไม่เป็นไรหรอก” ใบหน้าสวยหันมาตอบด้วยเสียงแหบแห้ง ริมฝีปากบางที่เปลี่ยนจากสีกลับกุหลาบเป้นสีซีดยกยิ้มเล็กน้อยเพื่อบอกอีกคนทางอ้อมว่าไม่ต้องเป็นห่วง

 

ดูจุนปิดบานประตูลงเมื่อเห็นอีกคนเดินไปไกลลับตา

 

ในเมื่อฮยอนซึงต้องการอย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้...

 

 

 

 

 

 

 

 

---IT’S MY FAULT---

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เกล็ดน้ำแข็งเกล็ดแล้วเกล็ดเล่าเริ่มโปรยปรายลงจากท้องฟ้า ฮยอนซึงสอดมือเข้าไปในเสื้อโค้ทที่เป็นสิ่งเดียวที่ปกป้องเขาจากความเหน็บหนาวเวลานี้ มองผ่านม่านหิมะไปยังเมืองที่เริ่มถูกระบายด้วยสีขาวล้วน เห็นบ้านหลังเล็กของตัวเองอยู่ไม่ไกล

 

เร่งฝีเท้าด้วยหัวใจที่ชื้นขึ้น แม้จะเหน็ดเหนื่อยและยังลังเลกับความยากลำบากในการเผชิญหน้าเจ้าของบ้านอีกคนแต่ก็อยากจะหนีจากความหนาวข้างนอกนี่ให้เร็วขึ้น

 

“จุนฮยอง” ริมฝีปากยกยิ้มเมื่อเห็นอีกคนอยู่แถวหน้าประตูบ้าน ดีใจทั้งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ก็มีความหมายสำหรับเข่าที่คิดว่าร่างสูงอาจจะไม่กลับมาอีกแล้ว

 

“คราวหน้าฉันมาอีกได้มั้ย?” เสียงแหลมเล็กดังแทรกขึ้นในความเงียบ แม้จะยังอยู่ห่างอีกไหลมากแต่ก็พอได้ยินถ้อยคำสนทนาของจุนฮยองกับผู้หญิงที่กำลังเดินตามร่างสูงออกมาจากประตูบ้าน

 

กึก!

 

ขาเรียวหยุดเดินโดยอัตโนมัติ เบนหน้าไปทางอื่นด้วยความรู้สึกหลากหลาย

 

เตรียมใจมาแล้วที่จะต้องเจอความเจ็บปวด แต่ไม่คิดว่าจะเป็นภาพแบบนี้ 

 

ปิดปากตัวเองเมื่อคิดว่าได้เริ่มสะอื้นอีกครั้ง หลับตาเพราะไม่อยากมองเห็นแต่ก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังอยู่สักพัก จนเมื่อได้ยินเสียงบอกลา เปลือกตาสีนวลถึงกระพริบถี่ไล่น้ำตา ปาดของเหลวสีใสอยู่ที่มุมนั้นอยู่นาน นานจนเส้นผมชื้นไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ถึงเริ่มเดินตรงไปที่บ้านด้วยก้าวที่ไม่มั่นคง

 

 

.....

 

 

 

...................

 

 

 

...............................

 

“มาแล้วเหรอ” เป็นเสียงทักทายที่ถูกเอ่ยโดยร่างสูงเมื่อขาเรียวก้าวผ่านพ้นประตูบ้าน  จังหวะการเดินชะงักเล็กน้อย ฮยอนซึงถอดรองเท้าที่ชื้นหิมะข้างนอกแล้วจึงเดินเข้าไปหาเจ้าของเสียงทุ้มที่นั่งอยู่บนพนักโซฟา

 

“นายออกไปเดินทั้งๆ ที่ข้างนอกหนาวขนาดนั้นนี่นะ” พูดแล้วเอื้อมมือลูบเส้นผมนุ่มที่เรียงตัวสลับกับเกล็ดหิมะจากด้านนอก

 

ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าสีขาวที่พรมชัดอยู่บนเส้นผมนี่เกิดจากการยืนกลางหิมะเป็นเวลานาน...

 

นายยืนมองฉันกับคนอื่นท่ามกลางอาการหนาวขนาดนั้นนี่นะ ฮยอนซึง... 

 

แขนแกร่งช่วยอีกคนถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก จัดแจงปัดเกล็ดหิมะที่ยังแข็งตัว ก่อนจะพาดลงไปที่พนักของโซฟา ลุกเดินหายไปสักพักก่อนจะกลับมาด้วยผ้าขนหนูสีอ่อน วางลงบนศีรษะคนตัวเล็กกว่าแล้วบรรจงเช็ดอย่างเบามือ

 

“ฮึก” หลบตาร่างสูงด้วยเสียงสะอื้นที่แผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนที่เคยคุ้นเคยทำให้พาลนึกถึงเรื่องเก่าๆ กับเรื่องปัจจุบันเช่นเมื่อเช้าที่มีวี่แววของแตกต่างกันขึ้นมาอีก

 

“หืม” ครางในลำคอด้วยเสียงทุ้มต่ำ ก้มใบหน้าลงชิดในหูของอีกคนก่อนจะหยุดที่ต้นคอระหงด้วยริมฝีปาก คล้ายกับเป็นคำถาม

 

“ฉันเห็นนายอยู่กับผู้หญิงเมื่อกี้”

 

กึก!

 

สิ้นเสียงแผ่วเบาของคนตัวเล็กกว่าที่พูดด้วยเสียงสะอื้น จุนฮยองชะงักจากถ้อยคำเมื่อครู่

 

นายกล้าพูดมันออกมาแล้วเหรอฮยอนซึง? 

 

“นายเห็นผิดคนแล้วมั้ง” ตอบเลี่ยงๆ ด้วยแววตาวูบไว ละจากการกระทำเมื่อครู่ ก่อนจะเดินเอาผ้าขนหนูไปตากอย่างลวกๆ

 

“งั้นเหรอ” พูดแค่นั้นก่อนจะปาดน้ำตาอีกหยดที่เผลอไหลลงมา แต่ก็ไม่ทันให้อีกคนได้เห็นหรอก

 

เป็นครั้งแรกที่เขากล้าพูดขึ้นมา แต่ก็ไม่คิดว่าอีกคนจะปฏิเสธและเรื่องราวจะจบได้รวดเร็วอย่างนี้

 

เพราะความจริงเขาก็ไม่กล้าซักไซ้ความจริงที่อยู่ในใจจุนอยองเหมือนกัน...

 

.....

 

 

 

...................

 

 

 

...............................

 

 

หลังจากคำปฏิเสธเรียบง่าย ฮยอนซึงพาร่างกายบอบบางของตัวเองไปอาบน้ำตามคำบอกของร่างสูง ใช้เวลาอยู่นานจนเมื่อออกมาพบว่าอีกคนนอนรออยู่ที่เตียง

 

เมื่อปิดไหในห้องน้ำ แสงไฟในตัวบ้านก็เหลือเพียงเสียงสีส้มนวลจากไฟข้างหัวนอน เดินตามคำเรียกของอีกคนแล้วทิ้งตัวลงนอนที่เดิม...

 

ที่ที่จุนฮยองใช้กอดคนอื่น 

 

ห่อตัวลงในอ้อมกอดจากด้านหลังของร่างสูง ข่มตาหลับเมื่อรับรู้ว่าอีกคนเริ่มหายใจเป็นจังหวะ ด้วยความหนาวถึงสอดมือเข้าใต้หมอนนุ่ม

 

กึก!

 

สัมผัสบางอย่างที่ใต้หมอนทำให้มือเรียวหยุดชะงัก ค่อยๆ เลื่อนของสิ่งนั้นจากใต้หมอนด้วยมือที่อ่อนแรงเมื่อคิดถึงภาพของร่างสูงกับคนอีกคนที่เห็นเมื่อเย็นแล้วพอจะปะติดปะต่อได้ว่ามันคืออะไร

 

...แสงไฟสีส้มนวลจากหัวเตียงถูกปิดไปแล้ว แต่แสงจันทร์ที่ผ่านลอดหน้าต่างยังพอได้เห็นอยู่รำไร

 

“ฮึก!” ฮยอนซึงสะอื้นอีกครั้งในความมืด

 

ฉันถามนายออกไปแล้ว แต่ในเมื่อนายบอกว่าไม่ใช่มันก็ไม่ใช่... 

 

พยายามควบคุมความรู้สึกตัวเองเมื่อกลัวว่าแรงสะอื้นจะทำให้อีกคนตื่น

 

เจ็บจังเลย จุนฮยอง...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฮึก..ฮึก...” เสียงฮีตเตอร์กำลังทำงานพอบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นค่ำคืนในอากาศหนาว นอกนั้นก็เป็นเพียงความเงียบเพราะตอนนี้เป็นเวลาใกล้ดึกดื่นแล้ว จะเว้นก็แต่เสียงหายใจผิดจังหวะเล็กๆ ที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของเสียงจะพยายามทำให้มันเงียบแค่ไหนก็ตาม

 

ร้องไห้อีกแล้ว...

 

ไม่ใช่ที่เสียงร้องที่พยายามทำให้เงียบนั่น แต่เป็นเพราะอาการสั่นไหวเล็กๆ ของร่างที่อยู่ในอ้อมกอดถึงทำให้เขารับรู้ได้

 

“อึก...” จุนฮยองขยับใบหน้าเข้าหาลำคอสวย ใช้ปลายคางกดที่ไหล่บางพอให้รู้ตัว เสียงสะอื้นจึงหยุดชะงักชั่วขณะ

 

หงุดหงิดจริงๆ...

 

อยากจะถอนหายใจพอให้ได้ระบายอารมณ์ของตัวเองแต่ก็ไม่ได้ทำ เลือกใช้การขยับตัวเข้าใกล้ให้ใครอีกคนพอรู้ว่าควรหยุดร้องก่อนจะทำให้เขาตื่นแทน

 

เป็นพักใหญ่ที่กว่าเสียงสะอื้นจะจบลง คนในอ้อมกอดพลิกตัวเข้าหาเขาเล็กน้อย ดันเขาออกในทีแรกก่อนจะขยับใช้สองแขนบอกบางนั่นโอบกอดเขาแน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปแล้วจึงเริ่มหายใจเป็นจังหวะ

 

จำเป็นต้องร้องไห้ก่อนนอนอย่างนี้ทุกคืนเลยรึไง...

 

ก้มมองขนตาเรียวสวยที่เรียงตัวเสมอขอบตาล่าง มองจมูกรั้นที่ยังเหลือรอยแดงๆ จากการร้องไห้เมื่อครู่ เห็นคราบน้ำตาจางๆ ยังคงอยู่บนผิวเนียน

 

เจ็บปวดมากใช่มั้ย จาง ฮยอนซึง?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บางครั้งคนที่ทำร้ายคนที่เรารักมากที่สุดก็คือ...ตัวเราเอง

 

 

เมื่อไรนายจะเลิกรักฉันได้สักทีนะ จาง ฮยอนซึง

 

นายจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอย่างนี้...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ช่วยเลิกรักฉันสักทีได้ไหม

 

เพราะฉันมันเห็นแก่ตัวเกินกว่าจะผลักไสนายออกไปเอง

 

ฉันไม่เข้มแข็งพอจะยอมปล่อยนายไปจากฉันหรอก...

 

 

 

 

 

 

 

--TO BE CONTINUED[It's my pleasure]--

 

 

 

 

 

 

 

 

TalK : มาต่อแล้ว >_< มีคนอ่านบ้างมั้ย?? 55 XD

แม้จะไม่มีใครอ่าน เราก็จะลง คึคึ =w=

อ่านแ้กขัดเลิฟอิสไปก่อนเนาะตัวเอง~

รักคนอ่านน้า ^^

edit @ 8 Apr 2011 00:25:24 by ชิน

edit @ 8 Apr 2011 00:35:08 by ชิน

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มีสิไรเตอร์ เค้าอ่านอยู่นะเออ ><
เรื่องนี้สงสารซึงมากอ่ะ
เหมือนกับว่าปิ้นก็รักอยู่นะ แต่มันก็เป็นสันดานใช่ป่ะละที่ต้องมีผู้หญิงหลายๆคน

ช่วยเลิกรักฉันสักทีได้ไหม
เพราะฉันมันเห็นแก่ตัวเกินกว่าจะผลักไสนายออกไปเอง
ฉันไม่เข้มแข็งพอจะยอมปล่อยนายไปจากฉันหรอก...


เค้าชอบประโยคพวกนี้มากคะไรเตอร์ อ่านแล้วน้ำตาไหล
มันให้อารมณ์แบบว่า ไม่ใช่ไม่รักแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรักไรเงี้ยอ่ะ
เอาไปเลย Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#1 By ฺBroken on 2011-04-07 18:31

:: เจ็บ เจ็บมากๆๆๆๆ แค่อ่านก็ทรมานแทนซึงแล้ว

เค้าก็อ่านนะ ^^question

#2 By บิ๊กบิวตี้ (113.53.179.196) on 2011-04-12 20:10

เฮียยยยยย เฮียยยเลวมากกกกอ่ะ 55555
สงสารสวยจังเลย ฮือออ

#3 By จูนจ้า (110.169.88.160) on 2011-04-16 10:56

ชั่วมาก ไอ้ปิ้น เหอะๆ

สงารซึงน้อย อ่ะangry smile

#4 By FC B2ST (125.26.64.86) on 2011-04-21 21:01

อร้างงงงงงงงงงงงงง .
ทำไมพี่ปิ้นทำกับสวยอย่างเน้ ! T^T

เค้าค้างนะไรเตอร์ ! 55555555 .
สู้สู้นะคะ ไฟท์ติ้ง ~ ♥

#5 By eieis? (125.26.32.193) on 2011-05-04 01:34

พี่รันโชตัดผมทรงใหม่เท่มากเลยจะว่าไปทำทรงไหนก็สวย&หล่อ น่ารักที่สุด ย้อมสีส้มด้วย mv fiction พี่รันโชน่ารักบาดใจไปเลย จะว่าไปแล้วพี่ๆๆๆในวงbeastก็น่ารักทุกคนbig smile open-mounthed smile confused smile question surprised smile double wink cry

#6 By ฟูจิ ซากุระ มูราซากิ (180.183.247.55) on 2011-05-18 13:29

พูดได้คำเดียวว่าเลว555+
ติดตาม It's my pleasure^^big smile

#7 By Black_Yoghurt on 2011-05-22 21:55

สงสารซึงมากๆเลยล่ะT^T

#8 By .................. (223.207.192.173) on 2011-06-24 02:20

>//<ไรเตอร์
นิสัยอะทำไมแย่บบนีฮะ!
ถ้าไม่อัพต่อนะ ตายยยยยยยยย
กรี๊ด สงสารซึงกี้T_____________T

#9 By loveHyunseung (223.204.7.85) on 2011-07-17 10:41

ไรเตอร์รีบมาต่อเร็วๆนะคะ สงสาซึงไม่ไหวเเล้ว ร้องไห้จนน้ำตาท่วมคอมเเล้ว แต่ละคำที่ไรเตอร์ใช้ มันช่างกินใจซะเหลือเกิน "ไม่ใช่ไม่ชอบหรอก แค่เบื่อ" ฮึกๆๆๆ T^T

#10 By mindmelody (125.27.171.103) on 2011-08-21 14:17

โอ๊ยยย น้ำตารื้น...

ดูเเล้ว...เเกรักสวยอยู่ใช่มั้ย เเล้วทำเเบบนี้ทำไม ปวดใจ

สงสารสวยมากต้องเสียน้ำตาไปเท่าไหร่เเล้ว ฮือ

(ตอนนี้คนที่เสียน้ำตาจะเป็นผู้อ่านตาดำๆนี่เเหล่ะค่ะ T^T)

#11 By Bernadette on 2011-08-29 21:48

นั่งร้องไห้เลย T T ฮึก เจ็บอ่ะ แจ็บแท้นนนนนน
จุนใจร้าย ทำร้ายซึงได้ไง๊ tongue

#12 By guzzya (210.1.31.28) on 2011-09-29 21:56

มันจะมีต่อมั้ยไรเตอร์ ? T T
เศร้าจังอยากอ่านต่ออออออออออออออ ..

#13 By แบมบู (182.53.191.206) on 2011-10-10 03:46

ไรท์เตอร์ เค้าจะช้ำในตายไปพร้อมๆ กับซึงกี้แล้วนะคะ ฮือๆๆๆๆ

#14 By b e e c l a s s i c * on 2011-10-24 00:20

สงสารซึงมากเลย

#15 By f (101.108.125.74) on 2011-12-03 00:25

เจ็บปวดสุดๆๆ เลยอ่ะ
รู้ทั้งรู้ แต่ก็ทน สงสารซึงอย่างแรงเลย
ไรท์เตอร์ เขียนได้สุดยอดจริงๆ

#16 By themoonlight on 2011-12-18 18:26

จุนฮยองง่าาาาา

#17 By eurekazy on 2012-03-02 19:47

ไรเตอร์ จบแบบนี้เหรอ อ๊าคคค
หรือมีต่อในเรื่องนั้น อย่าจบแบบนี้นะ
มันทรมาน ไม่เข้าใจเหตุผลพี่จุนฮยองเลย
หรือเพราะพี่ซึงไม่พูดเลย อยากให้พูดบ้าง
เลยพาผู้หญิงมา งั้นเหรอ (พยายามคิดในเรื่องดีๆ -__-)

#18 By guzz (118.173.84.32) on 2012-03-06 13:48


ยงกุน !!!!!! คือเข้าใจวะ ว่าแกมันเจ้าชู้บักโจ๊ก
แต่แบบคือ ทำไมต้องพามาบ้านวะ
หือออ ตรงที่พูดกับลูกพี่ยุนดูอะที่บอกว่าที่บ้านหรือที่อื่นต่างกันตรงไหน
หึ่ยยยยย อยากจะกระโดดถีบ = ="

เตยจะยึดซึงกี้มาไว้ที่บ้านละ ไม่ต้องมาทวงตามนะ
ไม่ให้ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ยุนดูจุนนายเริ่ดมาก !

พี่ชินอาา เตยรอภาคต่ออยู่ฮะ

#19 By zσмвіε' on 2012-03-07 00:11

ชิน View my profile

Recommend