[SF] Do you feel me? {Junhyung x Hyunseung} (one shot)
posted on 10 Apr 2011 17:44 by chibi-uchi
So, reader discretion is advised.
ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงแต่อย่างใด โปรดโช้วิจารณญาณในการอ่าน
Title : Do you feel me?
Main : Yong Junhyung x Jang Hyunseung
Author : shinsh
Part : one shot (ตอนเดียวจบ)
Note : 1. ฟิกเรื่องนี้แต่งให้น้องใหม่ (ϟ isMAi.) ค่ะ ขอบคุณที่น้องทำฮาวทูซีจีให้ >_<
2. มีฉากที่ไม่เหมาะกับเยาวชน ปกติเราไม่ได้เตือนเนาะ (เพราะเลิฟอิสเป็นฟิกยาว เลยไม่ได้เตือน แบบว่า เรื่องมันก็ดำเนินมาอยู่แล้ว XD) แต่แบบว่าคนที่ไม่ชอบก็มี เลยเตือนไว้ ในบลอคซ่อนไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตรงที่เป็นฉากนั้นเราจะถมขาวนะคะ ขอโทษที่ทำให้อ่านลำบาก แต่ก็เพื่อป้องกันเนอะ ^-^
“กลับมาแล้วเหรอ”
ขาเรียวหยุดชะงักเมื่อพบร่างสูงในชุดนักเรียนมัธยมปลายเครื่องแบบเดียวกันกับเขายืนกอดอกพิงผนังอยู่หน้าประตูบ้าน
“อืม” จาง ฮยอนซึงตอบรับสั้นๆ ก่อนจะเบี่ยงตัวแทรกกายผ่านคนที่ยืนกินพื้นที่หน้าประตูบ้านไปกว่าครึ่ง ระยะห่างระหว่างตัวเขากับอีกคนเล็กน้อยซะจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอยามเขาเบียดกายผ่าน ซึ่งร่างบางก็คงไม่รู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่อีกคนตั้งใจทำ
“กินอะไรมารึยัง” ยังไม่ทันที่คนตัวเล็กกว่าจะก้าวพ้น ยง จุนฮยองที่จงใจยืนเบียดอีกคนยามเดินผ่านก็พลิกตัวเข้าใกล้แล้วเอ่ยปากถาม
ฮยอนซึงตกใจเล็กน้อยที่ร่างสูงผละจากการพิงฝาผนังแล้วก้ามตามเขาเข้ามา
“...กินมาแล้ว” ตอบแล้วหลบตาอีกคน ฮยอนซึงหันหลังตั้งใจจะขึ้นบันไดเพื่อไปอาบน้ำแต่ก็ต้องชะงักเมื่อมีแขนแกร่งของอีกคนพาดกกันไว้
“ฉันจะไปอาบน้ำ” เอ่ยบอกอีกคนอย่างมีอารมณ์โมโหอยู่เล็กน้อย
“ยังไม่ต้องรีบอาบก็ได้นี่ อยู่กินข้าวด้วยกันก่อน” จุนฮยองพูดแล้วเลื่อนใบหน้าใกล้อีกคนที่มีแววของความโมโห
“ก็บอกว่ากินมาแล้ว” ฮยอนซึงเริ่มใส่ความหงุดหงิดในน้ำเสียง แขนเรียวยกขึ้นดันอกอีกคนให้พ้นทางแต่ก็เหมือนเป็นแค่แรงน้อยนิดเท่านั้นเมื่อเทียบกับอีกคนที่ขืนกายขวางเขาเอาไว้
“กับใคร” ร่างสูงถามด้วยน้ำเสียงกดต่ำและยังคงขืนกายขวางอีกคนไว้
“ไม่จำเป็นที่ฉันต้องบอกนายนี่” ฮยอนซึงพูดแล้วจ้องตอบนัยน์ตาของตรงหน้าอย่างขัดใจ
“อ้อ เดี๋ยวนี้ฉันไม่ควรรับรู้เรื่องราวของนายแล้วสินะ” จุนฮยองพูดแล้วยิ้มมุมปาก แม้จะเป็นถ้อยคำประชดประชันแต่ฮยอนซึงก็พอจะเห็นแววตาแห่งความเศร้าจากอีกคน
“ฉันเหนื่อย จุนฮยอง” พูดแล้วออกแรงดันอกอีกคนให้พ้นทางอีกครั้ง คราวนี้ง่ายกว่าแต่ก่อนเพราะอีกคนไม่ขืนกายไว้
“นายเหนื่อยกับฉันใช่มั้ย” ยง จุนฮยองถามกับอากาศเมื่ออีกคนเดินผ่านไป แม้จะบางเบาแต่คนที่โดนพาดพิงก็ได้ยิน
ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น จุนฮยอง...
-- Do you feel me? --
เสียงน้ำสาดกระทบพื้นและเรือนร่างขาวนวลของจาง ฮยอนซึง ร่างบางกำลังอาบน้ำในขณะที่ความคิดจดจ่ออยู่กับร่างสูงอีกคนเมื่อครู่
มันเป็นอย่างนี้มาสักพักแล้ว... บรรยากาศระหว่างเขากับยง จุนฮยองที่เปลี่ยนไป
เขาและยง จุนฮยองอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน บ้านหลังเล็กๆ ที่พ่อแม่ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน ถึงจะน้อยใจอยู่บ้างแต่เขาก็ไม่เคยโกรธพ่อกับแม่หรอก ก็พ่อแม่อุตสาห์เก็บเขามาเลี้ยงนี่นา...
ความจริงแล้วพ่อกับแม่เป็นพ่อแม่ของยง จุนฮยอง ลูกชายคนเดียวของบ้านหลังนี้ ส่วนเขา คือน้องชายที่ถ้าให้พูดตามจริงแล้วเขาเกิดก่อนจุนฮยองด้วยซ้ำ ที่ถูกเก็บมาเลี้ยง
เขากับจุนฮยองเลยเหมือนกับเป็นพี่น้องกัน แต่เพราะอายุที่เท่ากัน สถานะความสัมพันธ์มันก็เลยออกแนวจะเป็นอะไรทำนองเพื่อนสนิทซะมากกว่า...
...ถ้าไม่ติดที่อีกคนเพิ่งพยายามเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนสนิทไปเป็นอย่างอื่นที่มากกว่านั้น เมื่อไม่กี่วันก่อนอ่ะนะ
.....
...............
......................................
“ฉันรักนาย” ยง จุนฮยองเอ่ยบอกอีกคนขณะอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ร่างสูงจ้องมองใบหน้าสวยที่อยู่ห่างเพียงไม่กี่คืบตามปกติ เพราะความสนิทตั้งแต่เด็กเลยทำให้ทั้งสองคนใกล้ชิดกันอย่างนี้อยู่แล้ว
“ฉะ...ฉันก็รักนายเหมือนกัน” ฮยอนซึงตอบอีกคนติดๆ ขัดๆ ด้วยใบหน้าขึ้นสี แม้จะไม่เข้าใจเจตนาของคำบอกความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดออกมา แต่ในใจเขาก็คิดอย่างนั้น
ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งนานเป็นเพื่อนรักกัน คนในครอบครัวเดียวกันนี่ ทำไมเขาจะไม่รักยง จุนฮยองล่ะ
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” จุนฮยองพูด หันกายมองใบหน้าของคนที่นั่งพิงเขาอยู่ด้วยกันบนพื้นหน้าโซฟา
ฮยอนซึงละจากความเคลื่อนไหวในจอโทรทัศน์หันมาสนใจอีกคนที่ดูมีบรรยากาศแปลกไป
“นายหมายความว่ายังไง” ถามไปแบบไม่ทันได้คิดก่อนจะแววตาจริงจังของอีกคน
“ฉันรักนาย ไม่ได้แบบพี่น้อง ฉันรักนายแบบที่ผู้ชายคนนึงจะรักใครได้ นายเข้าใจมั้ย” จุนฮยองพูดด้วยแววตาจริงจังพลางจ้องเข้าไปในดวงตากลมดตที่มีแววตกใจ
มันเป็นความรู้สึกที่ถูกเก็บไว้มานานแล้ว... ความรู้สึกที่ไม่เคยบอก เพราะไม่แน่ใจ จุนฮยองเคยคิดว่ามันเป็นแค่ความสนิทสนม แค่วัยรุ่นที่กำลังสับสนกับความรู้สึก แต่พอผ่านเหตุการณ์อะไรๆ ต่างๆ มา เขารู้แล้วว่ามันไม่ใช่
“แล้วความรักแบบนี้ นายรักฉันเหมือนกันมั้ย ฮยอนซึง” ถามแล้วจ้องเข้าไปในดวงตาสีอำพันราวกับจะใช้สายตานี่ตั้งคำถามแทน
จาง ฮยอนซึงหลบตาแล้วผละออกจากอีกคนที่เริ่มโน้มตัวเข้ามาใกล้
“ฉะ... ฉันง่วงแล้ว ขอนอนก่อนนะ” พูดแล้วยันกายลุกขึ้นเดินขึ้นห้องนอนบนชั้นสองไปโดยไม่สนใจอีกคนที่รอคำตอบอยู่
...จะต้องรออะไรอีก
การกระทำของอีกคนก็เหมือนปฏิเสธอยู่แล้ว
......................................
...............
.....
นึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนร่างสูงก็พาลจะหงุดหงิดขึ้นมาอีก ยง จุนฮยองกดเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ที่เขาแทบไม่ได้ดูด้วยซ้ำเป็นรอบที่แปด ความจริงเขาก็พยายามจะดูนะ แต่มันก็ไม่คุ้นอย่างทุกที ปกติเขาจะนั่งอยู่ที่ตรงนี้กับจาง ฮยอนซึงตลอด แต่ตั้งแต่ที่ตัดสินใจบอกความรู้สึกไปอย่างนั้น อะไรๆ ต่างๆ ที่เคยทำร่วมกันมันก็ไม่เหมือนเดิมอีก
ฮยอนซึงหลบหน้าหลบตาเขา ไม่เดินกลับบ้านด้วยกัน มื้อเย็นที่เคยนั่งกินด้วยกันทุกครั้ง เดี๋ยวนี้คนตัวเล็กกลับกลับบ้านช้าเพราะไปกินที่อื่น
ไม่ต้องการเขาขนาดนั้นเลยเหรอ?
อยากจะเอ่ยถามแต่ก็ต้องหงุดหงิดกับท่าทางที่เปลี่ยนไปของอีกคน แต่เขาก็ไม่คิดจะหยุดการะกระทำที่สดงออกถึงความรู้สึกที่มาไกลเกินจะเปลี่ยนแปลงของเขาหรอก
ตราบใดที่ฮยอนซึงไม่ได้บอกเขามาตรงๆ เขาก็อยากจะเชื่อว่าตัวเองยังพอมีความหวัง
ครืด~~~ ครืด~~~
นั่งคิดถึงสิ่งที่ทำให้ต้องขมวดคิ้วอยู่นาน เสียงสั่นของอะไรบางอย่างก็ดึงความคิดของเขาให้ออกจากภวังค์ ยง จุนฮยองพยายามมองหาต้นเสียงที่คาดว่าเป็นโทรศัพท์ของตัวเอง แต่ก็พบว่าเจ้าเครื่องมือสื่อสารของตัวเองนั่นยังอยู่เฉย
หรือจะเป็นของอีกคน?
ว่าแล้วสายตาคมก็ไปสะดุดกับเจ้าโทรศัพท์เครื่องสี่เหลี่ยมที่กำลังนอนส่งเสียงอยู่บนพื้นหน้าบันได
...คงตกตอนที่เขายืนขวางฮยอนซึงเมื่อกี้
จุนฮยองก้มเก็บเจ้าโทรศัพท์ที่ว่า ตั้งใจจะเดินขึ้นชั้นสองขึ้นไปเพื่อเรียกอีกคนที่คงกำลังอาบน้ำอยู่ข้างบนแต่ขายาวก็ต้องชะงัก
ชเว ซึงฮยอน...
มองชื่อของคนที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอแล้วขมวดคิ้ว
...นี่มันชื่อรุ่นพี่ที่คอยตามจีบฮยอนซึงเมื่อไม่นานนี้นี่นา
ถึงจะสงสัยแต่ร่างสูงก็ไม่คิดจะกดรับ จนโทรศัพท์เครื่องนั้นสั่นแล้วหยุดไปมาหลายทีแล้วเปลี่ยนจากมีสายเรียกเข้าเป็นข้อความแทนนั่นแหละ ยง จุนฮยองถึงถือวิสาสะกดเข้าอ่านข้อความที่งส่งมาให้ฮยอนซึง
วันนี้ขอบคุณมากเลยนะ ที่มากินข้าวกับพี่อีก
คราวหน้าพี่จะให้นายเลือกร้านเองแล้วกัน
แล้วเจอกันพรุ่งนี้ที่โรงเรียนนะ ฮยอนซึงที่น่ารักของพี่
ชเว ซึงฮยอน
จุนฮยองแทบจะกำโทรศัพท์เครื่องนั้นจนแหลกคามืออยู่แล้ว มองข้อความที่ส่งมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะตัดสินใจก้ามขาขึ้นไปหาใครที่ชั้นบน
“หวา!” ฮยอนซึงถึงกลับตกใจที่ประตูห้องของตัวเองถูกเปิดออกในขณะที่เขากำลังแต่งตัวอยู่ เรือนกายบอบบางตอนนี้ถูกปกคลุมด้วยเสื้อผ้าเพียงสองชิ้นคือกางเกงในกับเสื้อตัวหลวมโครกที่เขาชอบใส่นอนเท่านั้น
เพราะตั้งใจจะว่าคืนนี้จะไม่ลงไปข้างล่างเพราะไม่อยากเจอหน้าคนร่วมบ้านอีกคนอีก เขาเลยไม่ได้ใส่กางเกงเพราะปกติเป็นคนขี้ร้อนที่เข้านอนด้วยเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นอยู่แล้ว
“นายเข้ามาทำไม” ฮยอนซึงรีบสอดแขนเข้าเสื้อที่ใส่คาไว้ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าที่สวยจนคนต้องเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิงจ้องคนไร้มารยาทด้วยแววตาดุนิดๆ มือเรียวคว้าผ้าห่มที่อยู่ใกล้ๆ มาห่มไว้ก่อนเพราะไม่อยากให้อีกคนเห็นเรียวขาที่แทบไม่มีอะไรปกคลุมของตัวเอง
“ฉันเอามือถือมาให้นาย” จุนฮยองพูดด้วยเสียงเย็นๆ แววตาของร่างสุงตอนนี้ดุดันซะจนฮยอนซึงไม่กล้ามองตรงๆ แม้จะไม่เข้าใจว่าจุนฮยองอารมณ์เสียอะไรแต่มือเรียวก็แบไปข้างหน้าคล้ายกับรอให้อีกคนวางของที่ว่าจะเอามาให้แล้วรีบๆ ออกไป
“อยากได้ขนาดนั้นเลยเหรอ” พูดแล้วชักมือที่ทำท่าจะคืนของให้อีกคนกลับ “อยากคุยกับมันมากขนาดนั้นเลยรึไง!” จุนฮยองพูดแล้วกดสายตาตัดพ้อมาที่จางอยอนซึง มือใหญ่คว้าที่ข้อมือเล็กกว่าจนคนที่ยืนอยู่ในสภาพหมิ่นเหม่ถึงกับตกใจ
“นายเป็นอะไรจุนฮยอง!” คนตัวเล็กขึ้นเสียงบ้าง เพราะน้ำหนักมือของอีกคนที่กำข้อมือเข้าไว้
“นายจะให้ฉันเป็นอะไรดีล่ะ ฮยอนซึง! ฉันเพิ่งสารภาพรักกับนายไปไม่กี่วันนายก็คบกับไอ้รุ่นพี่บ้านั่นแล้วเหรอไง หา!”
“จุนฮยอง ฉันเจ็บ!” ฮยอนซึงตะคอกกลับอย่างไม่เข้าใจ ความเจ็บที่ข้อมือทำให้เขาตัดสินใจปล่อยมือข้างที่กุมผ้าห่มอยู่เพื่อแกะมือของอีกคนออก
“เดี๋ยวนี้ฉันแตะต้องนายไม่ได้แล้วใช่มั้ย เพราะฉันไม่ใช่ ชเว ซึงฮยอนรึไง” พูดแล้วเอ่ยชื่ออีกคนที่ทำให้ร่างบางมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออก
“จุนฮยอง นายมีสติหน่อยได้มั้ย” ฮยอนซึงพยายามสงบสติและคุยกับคนที่เอาอารมณ์เป็นใหญ่อย่างจุนฮยอง
“นายหลบหน้าฉัน แต่นายไปกับผู้ชายคนอื่น มันหมายความว่าไงฮยอนซึง” จุนฮยองพูดด้วยเสียงเย็นๆ
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายเล่า ฉันจะไปกับใครมันก็เรื่องของฉัน!” ความอดทนของ จาง ฮยอนซึงหมดลงแล้ว ร่างบางใช้แรงเฮือกสุดท้ายสะบัดข้อมือของตัวเองหวังจะให้หลุดจากการกอบกุมแต่กลับกลายเป็นว่าเขาทำตัวเองเสียหลักล้มลงเตียงแทน คนที่จับข้อมือเขาอยู่ก็คล้ายกับโดนแรงฉุดล้มลงมาด้วย
“ลงไป!” ฮยอนซึงตะคอกด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเพราะสภาพที่ตัวเขานอนอยู่บนเตียงพร้อมด้วยอีกคนที่คร่อมทับทำให้เขาทำตัวไม่ถูก ใบหน้าแดงๆ ที่ขึ้นสีเพราะความโกรธเริ่มขึ้นสีอีกครั้งเพราะความเขินอาย เพราะอีกคนที่ไล่สายตาไปตามตัวเขาที่สวมเพียงเสื้อยืดหลวมๆ กับกางเกงชั้นในเท่านั้น
“ทำไม รังเกียจฉันขนาดนั้นเลยรึไง” จุนฮยองตะคอกถามด้วยโทสะ แขนแกร่งตัดสินใจรวบข้อมือของอีกคนที่พยายามดันเขาออก
“นายจะทำอะไร ปล่อยนะ!” ฮยอนซึงตะคอกแต่ดูเหมือนว่าคนที่วุ่นวายกับการล็อคข้อมือเขาอยู่นี่จะไม่ได้สนใจเลยสักนิด
“ฉันจะทำสิ่งที่ฉันควรจะทำมาตั้งนานแล้วไง” พูดจบก็ใช้ริมฝีปากหนาของตัวเองประกบริมฝีปากบางที่อ้าปากเพื่อจะเถียงเขา ฮยอนซึงพยายามดิ้นแม้จะรู้ว่าแรงของตัวเองสู้แรงของจุนฮยองไม่ได้
“อื้อ!” ครางประท้วงอีกคนที่ใช้มือข้างที่ว่างลูบไล้เรือนกายส่วนล่างของเขา
“ฉันรักนายฮยอนซึง” จุนฮยองบอกเมื่อละริมฝีปากออกจากปากอีกคนที่บวมเจ่อเพราะรสจุบเมื่อครู่ ปากหนาเลื่อนไปที่ลำคอขาวที่มักส่งกลิ่นอ่อนๆ ที่ทำให้เขาคลั่งได้เสมอ กดเม้มจนเกิดเป็นรอยสีกลีบกุหลาบไปทั่ว
“จุนฮยอง หยุด!” ฮยอนซึงพยายามตะโกนเรียสติของอีกคน ตอนนี้ตัวของเขาสั่นไปหมด ร่างกายเขาโดนทาบทับในขณะที่มือทั้งสองข้างของเขาถูกล็อคไว้จนใช้การไม่ได้ ร่างเล็กทำได้เพียงขยับสะโพกนี้มือของอีกคนที่ลากไล้วนไปมาอยู่แถวต้นขาตัวเอง
“จุนฮยอง ฉันบอกให้หยุด!” ตะคอกอีกคนอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ปกติแล้วเขาไม่เคยกล้าทำอย่างนี้ เพราะความเกรงใจพ่อแม่ของจุนฮยองเขาถึงมักทำอะไรตามใจจุนฮยองเสมอ ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะกล้าก้าวร้าวกับอีกคน แต่ช่วงนี้เขากลับทำมันบ่อยเหลือเกิน เพราะบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของอีกคนนี่แหละ
แล้วสุดท้ายตัวของจาง ฮยอนซึงก็ไม่ได้สั่นเพราะความกลัวแต่กลับเป็นแรงสะอื้น จุนฮยองรู้สึกถึงน้ำเสียงของอีกคนก่อนจะผละออกมามองใบหน้าคนที่อยู่ใต้ร่างให้ชัด
ฮยอนซึงกำลังร้องไห้...
“ฉันขอโทษ” สุดท้ายสติที่หายไปก็กลับคืนมา มือแกร่งปล่อยให้ข้อมือเล็กเป็นอิสระ จุนฮยองลุกออกจากตัวของฮยอนซึงก่อนจะเดินคอตกออกจากห้องไป
ฮยอนซึงยังคงสะอื้นกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดเมื่อครู่
ปัง!
เสียงประตูปิดลงอย่างดังก่อนที่ร่างสูงจะทรุดลงพิงประตูห้องของตัวเอง
สิ่งที่น่าหงุดหงิดวันนี้ไม่ใช่เพียงข้อความที่ถูกส่งมาให้จาง ฮยอนซึง แต่เป็นเพราะความผิดพลาดของเขาเอง เขาควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองไม่ได้ และที่สำคัญ...
...นายรังเกียจฉันขนาดนั้นเลยเหรอ ฮยอนซึง
-- Do you feel me? --
สองวันต่อมายง จุนฮยองไม่เคยพูดกับจาง อยอนซึงอีกเลย จะว่าไม่พูดด้วยก็คงไม่ใช่ ถ้าจะให้ถูกก็คือร่างสูงไม่เคยออกมาจากห้องนอนของตัวเองอีกเลย
“เดี๋ยวนี้ลูกแม่หลับเร็วตลอดเลยนะ แม่ก็อยากจุอยู่กับลูกนานๆ อยู่หรอกแต่แม่ทำงานหนักก็เพื่อลูกๆ รู้มั้ย” คนเป็นแม่กล่าวพร้อมลูบหัวร่างเล็กที่แม้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่เธอก็รักไม่น้อยไปกว่าจุนฮยอง
“ยังไงแม่ก็ฝากดูจุนฮยองด้วยนะลูก มีกันแค่นี้ก็รักๆ กันไว้” หญิงสาวพูดก่อนจากไปเมื่อคนเป็นพ่อเรียกให้ขึ้นรถ ฮยอนซึงยืนโบกมือลาแม่และพ่อที่อยู่บนรถที่เคลื่อนตัวไกลออกไป มือเรียวเอื้อมปิดประตูเมื่อเห็นว่าพ่อแม่จากไปแล้ว ดวงตาสีอำพันเหลือบมองชั้นสองของบ้านที่มีห้องของอีกคนอยู่ก่อนจะถอนหายใจ
ไม่ใช่ว่าจุนฮยองนอนเร็วแต่เพราะว่าอีกคนไม่ยอมออกจากห้องเพราะเขาต่างหากล่ะ...
ก๊อก ก๊อก
ฮยอนซึงตัดสินใจเคาะประตูห้องของคนที่เพิ่งเกินเลยเขาไปเมื่อสองวันก่อน ไม่มีเสียงใดๆ ตอบรับ
“จุนฮยอง ฉันเอง” ส่งเสียงเรียกอีกคน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้รึเปล่า มือเรียวคว้าลูกบิดก่อนจะพบว่าประตูไม่ได้ล็อค
“นี่ ฉันเข้าไปนะ” ตัดสินใจผลักประตูก่นจะก้าวเข้าไป เห็นอีกคนที่นอนผ่อนลมหายใจเป็นจังหวะอยู่บนเตียง
“นายหลับอยู่เหรอจุนฮยอง” เอ่ยถามแม้จะไม่เข้าใจตัวเองทั้งๆ ที่คำตอบมันก็เห็นอยู่ว่าคนเจ้าอารมณ์กำลังนอนหลับหันหลังให้เขาอยู่
“เดี๋ยวนี้นายไม่ออกมาจากห้องบ้างเลยล่ะ มาว่าฉันหลบหน้านาย นายต่างหากที่หลบหน้าฉันอ่ะ” ตัดสินใจพูดคนเดียว เพราะคงดีกว่าการไม่มีอะไรทำอยู่ในห้องตัวเอง
“ฉันไม่มีคนนั่งดูทีวีเป็นเพื่อนเลยนะจุนฮยอง” พูดแล้ววางมือลงไปบนต้นแขนอีกคนอย่างแผ่วเบา
“ชเว ซึงฮยอนไง ตามมันมาดูเป็นเพื่อนสิ” แล้วอยอนซึงก็ต้องสะดุ้งเมื่อคนที่เขาคิดว่าหลับไปแล้วโต้ตอบบทสนทนาของเขา
“นายยังไม่เลิกคิดเรื่องรุ่นพี่อีกรึไง” ร่างเล็กพูดด้วยเสียงงอนๆ
“ฉันไม่ได้คิดเรื่องรุ่นพี่ ฉันคิดถึงเรื่องนาย”
“...” แล้วคำพูดของอีกคนก็ทำคนหน้าสวยพูดไม่ออก
“ออกไปเถอะ ฮยอนซึง ตอนนี้ฉันยังทำใจไม่ได้ ฉันยังเลิกรักนายแบบนั้นไม่ได้ ถ้าฉันพร้อมเมื่อไรแล้วฉันจะออกไปเอง” จุนฮยองพูดทั้งๆ ที่ไม่ได้หันมามองหน้าอีกคนด้วยซ้ำ
ร่างบางทรุดนั่งลงข้างเตียงของอีกคน
“ถ้าฉันไม่ออกไปล่ะ” เรียวปากสีชมพูดอ่อนเอ่ยคำถามที่ทำให้อีกคนที่นอนอยู่ถึงกลับแปลกใจ
“ฉันก็ไม่มั่นใจว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้อย่างวันนั้นอีกรึเปล่า” จุนฮยองลุกขึ้นมาพูด หันมาเผชิญหน้ากับอีกคนที่นั่งหันหน้าเขาหาเตียงเขา
“งั้นฉันก็จะไม่ออกไป” คนตัวเล็กพูดแล้วหลบสายตาคม จุนฮยองได้แต่มองอีกคนอย่างแปลกใจ
“นายหมายความว่าไง ฮยอนซึง” จุนฮยองกลืนน้ำลายมองใบหน้าอีกคนที่เริ่มเปลี่ยนจากสีขาวเป้นสีแดงเรื่อ
“ฉันขอโทษ...” ฮยอนซึงเริ่มเอ่ยปากพูด
“นายขอโทษอะไร” แล้วความอดทนที่ปกติก็มีน้อยอยู่แล้วของจุนฮยองก็ใกล้จะหมดลง มือแกร่งคว้าอีกคนให้ขึ้นมานั่งบนตักอย่างทุลักทุเล
ฮยอนซึงที่ถูกฉุดขึ้นมานั่งบนตักของจุนฮยองหลบสายตา ระยะห่างของร่างสูงมีน้อยลงทำให้เลือดในกายเขาสูบฉีดเร็วกว่าทุกที
“ที่นายบอกรักฉัน... ฉันก็เหมือนกัน”
“อะไรเหมือนกัน” จุนฮยองเซ้าซี้ เพราะท่าทีของอีกคนกำลังทำให้เขามีความหวัง
“นายบอกฉันกะทันหันไป คือฉัน...”
“พูดมาสิจาง ฮยอนซึง”
“ก็ ฉันแค่กลัว กลัวพ่อแม่จะรู้ กลัวความรู้สึกของตัวเอง”
“กลัวทำไม”
“ก็ ถ้าพ่อแม่รู้ว่าฉันไม่ได้คิดกับนายแค่พี่น้องพวกท่านจะรู้สึกยังไง”
“นายว่าอะไรนะ”
“อะ..อะไร” พูดแล้วหลบอีกคนที่ใช้จมูกปัดผ่านแก้มเนียนของตัวเอง
“นายรู้สึกยังไงกับฉันกันแน่ฮยอนซึง” แล้วจุนฮยองก็คาดคั้นอีกคน มือที่ล็อกเอวไว้กับสายตาที่จับจ้องใบหน้าสวยตอนนี้แป้นสัญญาณบอกได้ดีกว่าคราวนี้อีกคนจำหลับเขาไม่ได้แล้ว
“ฉัน-รัก-นาย” เป็นคำพูดแผ่วเบาที่อีกคนเพียงขยับปากให้เสียงเล็ดลอดมาเพียงน้อยนิดเท่านั้น จุนฮยองพลิกกลายกดอีกคนให้นอนราบไปกับเตียงก่อนจะใช้ใบหน้าคลอเคลียอยู่ที่ริมฝีปากอีกคน
“จูบได้มั้ย?” กระซิบถามข้างแก้มใส
“อืม” เป็นเสียงตอบรับเบาๆ จางลำคออีกครั้ง
ริมฝีปากหนาประกบเรียวปากอีกคนที่เป็นสีเชอร์รี่ ฮยอนซึงหลับตารับสัมผัสที่ถูกหยิบยื่นให้ในขณะที่จุนฮยองยังคงใช้สายตาคมจ้องมองใบหน้าสวยยามหลับพริ้ม
“อืม” ส่งเสียงครางเมื่ออีกคนละจากเรียวปากมาเป็นที่ต้นคอระหง
จุนฮยองได้กลิ่นหอมจากผิวกายนวลเนียนซึ่งคาดว่าอีกคนคงเพิ่งอาบน้ำมาเมื่อไม่นานนี้ กดเม้นเป็นร่องรอยอีกครั้งทั้งๆ ที่ร่องรอยเก่าๆ ยังคงมีให้เห็นจางๆ
มือแกร่งไล้วนไปทั่วแถวสะโพกกลมกลึง อีกข้างสอดตัวเข้าใต้ชายเสื้อตัวหลวมของคนตัวเล็ก เลื่อนขึ้นไปหยอกเย้าจุดเล็กๆ บนหน้าอกของอีกคนก่อนคนใต้ร่างจะครางประท้วง
“อ้ะ!” ร้องอีกครั้งเมื่อมือใหญ่เปลี่ยนตำแหน่งไปเป็นบางสิ่งที่อยู่ใต้กางเกงของตัวเอง สะโพกบางบิดเร่าเมื่ออีกคนปรนเปรอความรู้สึกที่ช่วงต้นขา ใบหน้าของคนตัวเล็กขึ้นสี ผ่อนลมหายใจหอบถี่ในขณะที่มือเรียวปัดป่ายไปทั่วแผงอกของคนตัวใหญ่
“ฉันรักนายอยอนซึง” จุนฮยองบอกเสียงหวาน จัดการถอดเสื้อผ้าน้อยชิ้นของคนตัวเล็กก่อนจะเห็นเรือนกายขาวผุดผ่องที่ปลุกความต้องการของเขา สายตาคมไม่สามารถละจากร่างกายขอคนตรงหน้าได้จนฮยอนซึงก่อนใช้มือปิดแม้จะรู้ว่าไม่ได้ช่วยอะไร
“อย่าจ้องได้มั้ย...” พูดด้วยใบหน้าเขินๆ ก่อนที่คนโดนขอร้องจะก้มลงประกบริมฝีปากของเขา มือใหญ่สานต่อสิ่งที่ปรนเปรอให้อีกคนเมื่อครู่ กายแบบบางของจาง ฮยอนซึงตอบรับสัมผัสอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนเมื่อนิ้วใหญ่ถูกสอดเข้าไปในช่องทางเล็กร่างบางก็แอ่นกายรับด้วยความเจ็บสะท้านไปทั้งตัว
“อือ” พยายามจะข่มเสียงครางของตัวเองแต่จังหวะที่สอดเข้าออกของนิ้วกลับทำให้ฮยอนซึงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อย่างที่ใจคิด
เป็นเวลาเนิ่นนานที่คนตัวสูงกว่าปรนเปรอบริเวณนั้นของจาง ฮยอนซึงที่บิดเร่ากายอย่างทรมาน ฮยอนซึงลืมตามองอีกคนที่เอาแต่จับจ้องใบหน้าของเขาอย่างไม่เข้าใจ
นานเกินไปมั้ยจุนฮยอง...
อยากจะเอ่ยปากถามแต่ก็ได้แต่หลบสายตาร้อนแรงนั่น
“นายอยากให้ฉันทำอะไรบอกสิฮยอนซึง” ก้มกระซิบข้างใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ
“อะ..อะไรนะ”
“นายอยากให้ฉันทำอะไร พูดออกมาสิ” ย้ำอีกครั้งก่อนจะฝังจมูกลงไปบนต้นคออีกคน จุนฮยองเร่งเร้าจังหวะที่ช่องทางนั้นของฮยอนซึงแต่ก็เป็นไปอย่างเนิบนาบ บางครั้งก็ร้อนแรงแต่พออีกคนใกล้จะได้ปลดปล่อยนิ้วมือก็หยุดเอาซะดื้อๆ พอร่างบางเริ่มปรับอารมณ์ได้นิ้วเรียวไม่กี่นิ้วนั่นก็ทำหน้าที่ของมันอีก
“จุนฮยอง” ฮยอนซึงร้องเรียกอีกคนด้วยน้ำตาแห่งความทรมาณ มือบางเอื้อมคว้าไหล่ของอีกคนไว้
“ทำไมเหรอ” ร่างสูงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจความหมายของร่างบาง
“นาย...” เมื่อเข้าใจว่าอีกคนจงใจแกล้งฮยอนซึงก็แทบจะอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
“พูดออกมาสิ ฮยอนซึง” คนที่อยู่ด้านบนเร่งเร้าคนตัวเล็กอีกครั้ง
“ขะ... เข้ามา”
“อะไรนะ”
“เข้ามาสักทีจุนฮยอง” สุดท้ายเรียวปากสีเชอร์รี่ก็กัดปากพูด จุนฮยองจ้องมองใบหน้าทรมาณของอีกคนที่เอาแต่หลบสายตาเขาด้วยรอยยิ้มอย่างพอใจ
มือใหญ่ถอนนิ้วออกก่อนจะสอดแทรกบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก
“อ๊า!” ฮยอนซึงกรีดร้องกับความเจ็บที่บริเวณนั้นแต่จุนอยองก็พยายามจูบซับน้ำที่หางตาเพื่อปลอบประโลมอีกคน
“อดทนหน่อยนะ” กระซิบบอกทั้งๆ ที่ความคับแน่นในกายร่างกายทำเขาแทบคลั่ง
จุนอยองค่อยๆ ขยับสะโพกช้าๆ ตั้งใจทำให้ช่องทางของอีกคนได้ปรับตัว แต่เสียงครางของฮยอนซึงก็เร่งเร้าอารมณ์ของเขาเหลือเกิน
ครืด~ ครืด~
แล้วกิจกรรมทุกอย่างก็ถูกขัดจังหวะด้วยการสั่นของโทรศัพท์ที่ฮยอนซึงวางไว้ที่หัวเตียงตั้งแต่เข้ามาในห้อง มือแกร่งเอื้อมหยิบเครื่องมือสื่อสารเจ้าปัญหาแม้จะจังหวะที่สะโพกยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุด
ข้อความเข้าจาก ชเว ซึงฮยอนอีกแล้ว
แทบจะปาโทรศัพท์ลงพื้นเมื่อเห็นเป็นใครที่ส่งข้อความมาให้ จังหวะที่กดสะโพกนั้นรุนแรงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ ฮยอนซึงตาเบิกโพลงเมื่อจังหวะที่เนิบนาบกลับกลายเป็นการสอดใส่ที่รุนแรงขึ้น
“อ๊ะ จุนฮยอง ฮ่าห์! นาย เร็วไปแล้ว...” บอกอีกคนเสียงกระเส่าขณะแอ่นกายตอบรับสัมผัสของอีกคน
“นายทำไมต้องออกไปกับไอ้ซึงฮยอนไรนั่นทุกวันด้วย!” ร่างสูงเอ่ยถามทั้งๆ ที่ยังไม่ลดละจังหวะในการสอดใส่อีกคน
“อะ... อ้ะ นายพูดเรื่องอะไร ..เนี่ย” หอบกระเส่าขณะพยายามตอบอีกคน
“นายเป็นอะไรกับไอ้รุ่นพี่คนนั้นกันแน่” จุนฮยองถามซ้ำก่อนจะเร่งจังหวะยิ่งกว่าเดิม
“ชเว... ซึงฮยอน... หรอ อ๊า!” ครางเสียงดังเมื่ออีกคนกระแทกกายเข้ามารุนแรงจนสะท้านไปทั้งตัว
“อย่าเอ่ยชื่อผู้ชายคนอื่นต่อหน้าฉัน” เจ้าของสายตาชั้นเดียวพูดอย่างเอาแต่ใจ จุนอยองกดจมูกลองทำร่องรอยสีกลีบกุหลาบทั่วแผงอกของร่างบาง
“แต่... อ๊า แต่นาย ถามเอง...นี่ อ้ะ ..”
“แล้วนายออกไปกับมันทำไม”
“ฉันแค่ปรึกษาพี่เขาเรื่องนาย!” ฮยอนซึงกลั้นหายใจพูด นึกโกรธอีกคนจริงๆ ที่มาชวนคุยในเวลาอย่างนี้ สอดใส่เข้ามาไม่เห็นใจกันบ้าง
“นายไม่ได้คิดอะไรกับมันใช่มั้ย”
“อ้ะ อ๊า... ถ้าฉันคิดอะไรฉันจะมาบอกรักนายมั้ยเล่า!” พูดด้วยอารมณ์โมโหนิดๆ ฮยอนซึงกำลังโกรธแต่จุนฮยองกลับยิ้ม
“ฮยอนซึงอา เด็กดีของฉัน” พูดแล้วหอมพวงแก้มสีชมพูดที่ขึ้นสีระเรื่อ เร่งจังหวะที่แกนกายเข้าออกทำอีกคนครางเสียงกระเส่าอีกครั้งก่อนที่จะปลดปล่อยอารมณ์พร้อมกันทั้งคู่
“อ๊า!”
“อ่า...”
สองเสียงประสานกันด้วยอารมณ์ที่ยากจะจัดการ จุนฮยองถอนกายก่อนจะก้มลงจูบอีกคน
“อืม” ฮยอนซึงทำเพียงตอบรับในลำคอ เพราะกิจกรรมเมื่อครู่ใช้แรงไปมาก เลยแทบจะหมดแรงปัดป้องอีกคน
“คราวหลัง ถ้าเป็นเรื่องของฉัน นายควรปรึกษาแต่ฉันรู้มั้ย” คนตัวสูงกว่าพูดก่อนจะทิ้งกายลงข้างร่างบาง จุนอยองวางศีรษะบนไหล่มนที่มีร่องรอยรักเต็มไปหมด
“ฉันแค่ไปปรึกษาพี่เขา แลกกับที่พี่เขาปรึกษาฉันเรื่องแฟนพี่เขาน่ะ” ฮยอนซึงบอกอีกคนด้วยเสียงแหบแห้ง เพราะหลายปีที่อยู่กันมาทำให้เรียนรู้แล้วว่า จุนฮยองเป็นคนที่ชอบเข้าใจผิดอะไรๆ ง่ายๆ แล้วก็เจ้าโมโหจนเกินจะทำคามเข้าใจหากไม่บอกออกไปตรงๆ ด้วย
“แล้ววันนั้นนายร้องไห้ทำไม” ถามแล้วกอดกระชับอีกคน
“ฉันตกใจ”
“งั้นขอโทษนะ”
“อืม” ตอบรับสั้นๆ
“ฮยอนซึง” ได้ยินเสียงอีกคนดังขึ้นมาอีกทั้งๆ ที่เลปือกตาเขาแทบจะปิดอยู่แล้ว
“หืม” ตอบรับอีกคนที่ยังคงนอนกอดเขา
“ฉันรักนาย นายรู้ใช่มั้ย” ถามคำถามที่ทำเอาใบหน้าสวยมีรอยยิ้ม
“อืม รู้แล้ว”
-- Do you feel me? :: END --
TalK :
-Do you feel me? เป็นคำที่ยงจุนใช้พูดกับเด็กว่า "เข้าใจที่ฉันพูดมั้ย?"
เฮีย แกสุ่มพูดภาษาอังกฤษน่ะค่ะ (ใครไม่รู้ไปดูในออลไมตี้นะคะ ^^)
-มาคั่นเวลา รอเลิฟอิส ตอน 8 อีกสักพัก~
ช่วงนี้เราแต่งในกระดาษเลยต้องหาเวลาพิมพ์ลงคอมด้วยน่ะค่ะ > <
แล้วเจอกันอีกทีนะคะ (ใช้คอมได้อีกทีก็วันอังคารแหนะ)
รักคนอ่านเหมือนเดิมนะคะ ^^
*น้องจูนจ้ะ หนูอ่านจบแล้วเม้นบอกพี่นะคะ พี่จะได้มาอีดิทถมขาวเหมือนเดิม พี่ไม่อยากแปะฉากเรทไว้หลาจริงๆ น่ะ
edit @ 16 Apr 2011 14:24:13 by ชิน
edit @ 17 Apr 2011 12:04:12 by ชิน

ชอบคิดไปเองตลอดเลย
เลยทำให้คนสวยเจ็บยุบ่อยๆ
#1 By kietiss (223.206.222.174) on 2011-04-11 18:05