[SF] Over the Rainbow {Junhyung x Hyunseung} (one shot)

posted on 12 Aug 2011 13:53 by chibi-uchi

 

 

 

 

 

 

 

 
It's just a fanfic. I only own the plot and the characters not the boys.
So, reader discretion is advised.
I hope you like it. Comments and feedback are loved!
 
เรื่องที่ลงไว้ในบลอคนี้เป็นเพียง "แฟนฟิคชั่น" ซึ่งเกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่ง
ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงแต่อย่างใด โปรดโช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

*ฟิกเรื่องนี้เป็นหนึ่งในโปรเจค Colorful Summer by JunSeung Factory❤
เคยลงที่ B2ST-Thailand มาแล้วนะคะ
เราเอามาลงในบล็อกเผื่อคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกบ้านบีสท์ไทย
และเพื่อเก็บไว้ที่บล็อกเราด้วยค่ะ ^^

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Title : Over the Rainbow [ Project : Colorful Summer by JunSeung Factory❤]

Main : Yong Junhyung x Jang Hyunseung

Author : shinsh

Part : one shot (ตอนเดียวจบ)

 

 

 

 

 

“ฉันกลับมาแน่นอน ฉันไม่ลืมนายหรอก แล้วฉันจะกลับมา”

 

ตอนนี้จำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ ว่าเคยพูดอะไรออกไปแบบนั้น...

 

 

 

 

 

 

 

ขายาวในชุดกางเกงสีกรมท่าพาร่างสูงสมส่วนที่สวมเสื้อเชิ้ตบางๆ สีขาวเข้ากับหน้าร้อนมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง มือที่มีรอยสักสีเข้มถือกระเป๋าเป้ที่ค่อนข้างจะเบากว่าที่ควรเป็นไว้พาดบ่า ตาคมเฉี่ยวเงยมองเลยป้ายชื่อโรงเรียนไปยังตัวอาคารสีขาวที่ไม่ถือว่าสูงมาก พินิจจำนวนหน้าต่างที่คาดว่าคงมีห้องเรียนเพียงไม่กี่ห้องก่อนจะขมวดคิ้ว

 

ใครจะไปคิด อยู่ๆ พ่อแท้ๆ ที่เลิกกับแม่ไปตั้งแต่ยังเด็กก็แต่งงานใหม่ ห้องนอนที่เป็นที่ประจำของเขาจึงถูกจับจองเป็นห้องของเด็กทารกน้องสาวต่างแม่ที่เพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่นาน แม้จะตัดใจยากทั้งเพื่อน สังคม อะไรต่างๆ ในเมืองหลวง แต่พอคิดถึงความอึดอัดของตัวเองกับครอบครัวใหม่ของพ่อแล้ว ยง จุนฮยอง เลยตัดสินใจขอพ่อย้ายกลับมาอยู่กับแม่ที่บ้านนอกที่ที่เค้าจากไปตั้งแต่ยังเด็กซะยังดีกว่า

 

แต่ต้องย้ายกลับมาบ้านอกก่อนปิดเทอมฤดูร้อนอย่างนี้ ที่นี่จะมีอะไรให้น่าตื่นเต้นบ้างล่ะ?

 

ห้องเรียนก็มีแค่ไม่กี่ห้อง ไม่รู้ด้วยว่าเพื่อนมัธยมปลายแถวนี้จะมีเรื่องสนุกแบบไหนที่ทำกันบ้าง? อย่าว่าแต่โรงหนังอะไรเลย แค่ร้านอาหารธรรมดาๆ แถวนี้ยังไม่ค่อยจะมีเลยด้วยซ้ำ

 

“นาย!” ได้ยินเสียงเรียกก่อนจะหันไปทางต้นเสียง เห็นผู้ชาย... ไม่สิ ผู้หญิง?

 

พินิจใบหน้าสวยก่อนจะมองคนตรงหน้าจรดเท้า ไม่สิ คงต้องบอกว่าคนตรงหน้าเป็นผู้ชายหน้าสวยซะมากกว่า

 

“นายเป็นนักเรียนใหม่ใช่มั้ย? ถ้าไม่รีบเข้าห้องเรียนตอนนี้นายจะโดนเช็คชื่อมาสายนะ” คนตัวเล็กในชุดเครื่องแบบแบบเดียวกันกับเขาบอกด้วยใบหน้าเคร่งเครียดก่อนจะถือวิสาสะเข้ามาคว้าข้อมือแกร่งของคนตรงหน้าแล้วลากให้เดินไปด้วยกัน

 

จุนฮยองเดินตามเพื่อนใหม่(?)ไปจนหยุดอยู่ที่หน้าห้องเรียนห้องหนึ่ง ใบหน้าคมเงยมองป้ายที่เขียนไว้ว่า ห้อง 1-A ก่อนจะหันกลับมามองอีกคนที่ลากเขาขึ้นมาที่นี่

 

รู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ห้องนี้...

 

“ว้าว ฮยอนซึง นี่เด็กใหม่ที่ย้ายมาจากโซลหรอ?” เด็กผู้ชายในชุดเครื่องแบบโรงเรียนฤดูร้อนเอ่ยทักคนที่ยืนอยู่ข้างร่างสูง ดันกรอบแว่นหนาเตอะขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาใกล้คนสองคนที่หน้าห้อง

 

ชื่อฮยอนซึงสินะ...

 

“โห ดูหล่อจังเลย ว่าแต่นายชื่ออะไรล่ะ” เพื่อนในห้องเริ่มหันมาสนใจยง จุนฮยองที่ยืนไม่สบอารมณ์อยู่ที่หน้าชั้นเรียนหลังจากเด็กผู้ชายที่ใส่แว่นหนาเตอะตะโกนถามเขา

 

ทำอย่างกับเขาเป็นตัวประหลาด...

 

“ฮยอนซึงๆ ฮยอนซึงไปรับเขามาหรอ” เมื่อเห็นว่าเด็กใหม่ไม่ตอบทุกคนจึงพากันไปถามคนหน้าสวยที่อยู่ข้างๆ แทน

 

ดวงตาเรียวเหลือบมองคนที่ยืนไม่สบอารมณ์อยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยปากกันเพื่อนที่เริ่มเข้ามามุงดูเด็กใหม่ของห้อง

 

“นี่ อย่าทำอย่างนี้สิ พวกนายกำลังทำให้เขากลัวนะ จุนฮยองที่นั่งนายอยู่ตรงนั้น” ว่าพลางชี้ไปที่โต๊ะหนึ่งที่ว่างอยู่ จุนฮยองเดินไปนั่งโดยไม่คิดจะตอบคำถามของแต่ละคน เมื่อเพื่อนในห้องเริ่มสลายกลุ่มคนหน้าสวยจึงตามมานั่งที่โต๊ะข้างๆ กัน

 

“นายรู้จักฉันได้ยังไง” จุนฮยองเอ่ยปากถามทั้งที่ไม่ได้หันไปมองคนข้างๆ ด้วยซ้ำ

 

“เอ๋...” อีกฝ่ายออกเสียงสูงเหมือนไม่เข้าใจ จุนฮยองถอนหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันมาพูด

 

“นายรู้ว่าฉันเป็นนักเรียนใหม่ รู้ว่าฉันอยู่ห้องไหน แล้วนายก็รู้ว่าฉันชื่ออะไรด้วย” เจ้าของรอยสักที่ต้นแขนพูดด้วยใบหน้าไม่เป็นมิตรเท่าไร

 

“อ่ะ อ๋อ...” ชะงักไปก่อนสายตาสีอำพันจะหลบตาคมเฉี่ยวที่มองมาราวกับใช้ความคิด

 

“เมื่อกี้นายคงเห็นใช่มั้ย ฉันเป็นหัวหน้าห้อง อาจารย์บอกฉันไว้แล้วแหละว่านายจะมา ที่นี่มีนักเรียนแค่ไม่กี่ร้อยคนเอง ทำไมฉันจะดูไม่ออกว่านายเป็นเด็กย้ายมาใหม่”

 

ยง จุนฮยองมองคนตรงหน้าที่ตอบคำถามเขายืดยาวราวกับกลัวการซักไซ้ แต่ด้วยความเบื่อประจวบเหมาะกับการมาถึงของอาจารย์ประจำชั้นเขาจึงหยุดความคิดเกี่ยวกับท่าทีแปลกๆ ของคนหน้าสวยไว้แค่นั้น

 

วันแรกของจุนฮยองที่โรงเรียนใหม่แห่งนี้ผ่านไปด้วยการที่เขาแนะนำตัวหน้าชั้น ก่อนที่พวกเพื่อนบ้านนอกจะเอาแต่ถามเขาเกี่ยวกับเรื่องในโซลตลอดเวลาเรียนและเวลาพัก ทำอย่างกับเขามาไกลจากดาวพลูโตอย่างนั้นแหละ อะไรๆ เจ้าพวกนั้นก็ดูตื่นเต้นอยากรู้ไปซะหมด

 

ถึงจะน่ารำคาญแต่ก็ดีอยู่หน่อยที่มี จาง ฮยอนซึง เพื่อนร่วมชั้นคนใหม่ที่ดูจะเป็นคนที่ไม่อะไรที่สุดคอยปรามพวกเพื่อนๆ เหล่าเด็กเหน่อไม่ให้รุมเขามากเกินไป

 

คงเพราะคนหน้าสวยเป็นหัวหน้าห้องจึงมีหน้าที่ดูแลเด็กใหม่อย่างเขาด้วยแหละ

 

 

-- Over the Rainbow --

 

 

“ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างจุนฮยอง” หญิงสาววัยสี่สิบต้นๆ เอ่ยถามลูกชายขณะแต่งตัวก่อนออกจากบ้าน กลีบปากบางทาลิปสติกสีแดงมันวาวบ่งบอกนิสัยของเจ้าตัว รูปร่างอ้อนแอ้นถูกห่อด้วยชุดวันพีชกระโปรงเหนือเข่าสีดำสนิท ไม่ต้องเหลียวมองเจ้าลูกชายก็พอจะรู้ว่าตอนนี้คุณแม่ยังสาวของเขากำลังจะออกไปทำงาน

 

งานที่ร้านชิลเบียร์ ร้านสงบๆ แห่งเดียวในเมืองห่างไกลความเจริญอย่างนี้ ที่ที่มีแต่คนแก่ล่ะนะ

 

ถึงจะเลิกกันมาเป็นสิบปีแล้วพ่อเขาก็ส่งเงินมาให้เป็นระยะๆ ชนิดที่ว่าไม่ต้องมีเรื่องให้เดือดร้อน แต่คนอย่างฮอ กายุนหรือแม่ของเขาก็ไม่เคยยอมอยู่บ้านเฉยๆ สักที

 

“ก็เรื่อยๆ อ่ะ” ตอบแบบเบื่อๆ ก่อนจะพลิกตัวรอบที่สิบห้าของวัน ไม่มีหางสียงราวกับคนที่พูดด้วยอยู่วัยเดียวกันแต่คนฟังก็ไม่ได้ถือสา

 

ก็เป็นคนบอกเองนี่ว่าให้ทำตัวเหมือนคนรุ่นเดียวกัน ...เพราะความเป็นเด็กไม่รู้จักโตอย่างนี้ไง พ่อที่เป็นผู้ใหญ่จริงจังกับชีวิตของเขาถึงเลิกไป

 

“อะไรกัน เรื่อยๆ เนี่ย ศัพท์ใหม่หรอยะ ยง จุนฮยอง นายปรับตัวเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียนไม่ได้รึเปล่า” กายุนพูดเสียงเข้มขณะเลือกใส่รองเท้าบูทส้นสูงสีเข้ม

 

“...” ไม่ตอบแต่พลิกตัวไปอีกด้าน ยง จุนฮยองกำลังนอนทอดตัวยาวขนานไปกับบานหน้าต่างเลื่อนแบบเก่า

 

“วันหยุดอย่างนี้นายควรจะไปเล่นกับเพื่อนๆ นะ” หญิงสาวพูดพลางใช้ดวงตาที่กรีดอายไลน์เนอร์จิกมองคู่สนทนาที่นอนพลิกตัวไปมาที่ตรงชานบ้าน

 

“ผมขึ้น ม. ปลายแล้วนะ” ตอบเสียงอู้อี้ขณะกดใบหน้าตัวเองเข้ากับหมอน

 

ใช่ เขาขึ้น ม.ลายแล้ว ถ้าจะให้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ ล่ะก็ มันก็ต้องเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสิ แต่มันไม่มีหรอกอะไรที่น่าท่องเที่ยวในเมืองบ้านนอกอย่างนี้ จะมีก็แต่ภูเขากับทะเลนั่นแหละ

 

อีกอย่าง เขาไม่คิดจะไปเที่ยวที่ไหนกับเพื่อนๆ ในห้องแม้แต่นิดเดียว ไม่อยากจะคิดว่าแต่ละคนอายุ 16 เท่ากันกับเขา ความคิดความอ่านยังเด็กและไม่น่าสนใจเอาซะเลย จะมีก็แต่ฮยอนซึงอ่ะนะ ที่ดูจะเจนโลกและห่างไกลคำว่าน่าเบื่อของจุนฮยองที่สุด

 

....ใครจะออกไปตอนหน้าร้อนอย่างนี้ล่ะ ไม่มีทางหรอก

 

“งั้นฉันไปแล้วนะ... อุ้ย!” สาววัยสี่สิบบอกลาเจ้าลูกชายที่นอนเป่าพัดลมอยู่ก่อนจะเปิดประตู แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่ามีใครรออยู่ที่หน้าประตูบ้าน

 

“มาหาจุนฮยองหรอจ๊ะ” เมื่อได้ยินเสียงคุยกันเจ๊าะแจ๊ะที่หน้าประตูบ้านคนที่นอนตากพัดลมอยู่จึงขยับตัว

 

“ฮอ...” จะร้องเรียกชื่ออีกคนแต่ก็ชะงักเมื่อพบว่าเป็นใครที่ก้าวเข้ามาในบ้านของเขาหลังจากประตูถูกปิดลงไป

 

“สวัสดี” เสียงใสทักเขาด้วยรอยยิ้ม ที่มือทั้งสองข้างมีลูกแตงโมกับม้วนเสื่อแผ่นใหญ่

 

“นาย... ฮยอนซึง” ถึงกับทำตัวไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าจะมีเพื่อนร่วมชั้นมาเยี่ยมในวันหยุดถึงบ้านแบบนี้

 

...คงเพราะวัฒนธรรมที่นี่มันต่างกับที่ที่เขาเคยอยู่ด้วยมั้ง

 

“ฉันว่าแล้วว่าอย่างนายต้องเอาแต่นอนเฉยๆ อยู่บ้านคนเดียวแน่เลย” พูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะทรุดตัวนั่งลองข้างๆ เขา วางลูกแตงโมกับเสื้อผืนใหญ่ที่เขาไม่เข้าใจว่าจะหอบมาทำไมไว้ข้างๆ กัน

 

จุนฮยองยันกายลุกคนมองอีกคนก่อนจะยกยิ้ม

 

...อย่างน้อยมีฮยอนซึงอยู่ด้วยก็คงจะไม่น่าเบื่อมากไปกว่านี้อ่ะนะ

 

“จุนฮยอง นายไปหยิบมีดให้หน่อยสิ” ออกปากสั่งไม่ได้สนใจท่าทีที่ค่อนข้างแปลกใจของเขาเลย แม้จะงงๆ กับการกระทำของคนที่เพิ่งมาบ้านเขาครั้งแรกอยู่บ้างแต่ร่างสูงก็ลุกหายเข้าไปในครัวก่อนจะกลับมาพร้อมกับมีดในมือ

 

“อ๋า ฉันลืมบอก จานด้วยสิจุนฮยอง นายต้องใช้มันนะ ไม่งั้นเราจะวางแตงโมในไหนล่ะ” เอ่ยปากบอกหลังจากรับมีดไปจากมือแกร่ง จุนฮยองหายไปสักพักตามคำสั่งของคนที่เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าใครเป็นเจ้าของบ้านกันแน่ ก่อนจะกลับมาแล้วพบว่าแตงโมลูกใหญ่เมื่อครู่ถูกผ่าออกเป็นซีกๆ แล้วด้วยฝีมือของคนสั่ง

 

“หน้าร้อนอย่างนี้ก็ต้องแตงโมแหละ” หันมาบอกคนที่ทำหน้างงอยู่ใกล้ๆ ราวกับอ่านใจเด็กเมืองกรุงได้

 

“แล้วนายเอาเสื่อมาทำไม” เอ่ยถามเมื่อพอจะเข้าใจจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้ของคนตัวเล็ก

 

นี่แหละมั้ง สเน่ห์ของคนแถวนี้ อาจจะดูใกล้ชิดสนิทสนมเกินเหตุสำหรับคนที่มาจากโซลอย่างเขาก็จริง แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่า มันก็รู้สึกดีที่มีเพื่อนมาที่บ้านเพื่อชวนเราทำเรื่องสนุกๆ ในวันน่าเบื่อของหน้าร้อนแบบนี้

 

“ตามมาสิ” ฮยอนซึงคว้าเสื่อก่อนจะลุกขึ้นเดินขึ้นบันไดชั้นบนของบ้านโดยไม่ขออนุญาตจากร่างสูง

 

“อย่าลืมหยิบจานแตงโมมาด้วยนะ!” ตะโกนมาจากชั้นที่สองก่อนที่เท้าของคนข้างล่างจะชะงักกึก

 

สุดท้ายเจ้าของบ้านก็หยิบจานแตงโมเดินตามเพื่อนร่วมชั้นขึ้นมาจนถึงห้องนอนของตัวเอง

 

ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคนตัวเล็กคิดจะทำอะไร ที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องนอนของเขาอย่างนี้ แต่เพราะมันดูมีอะไรที่น่าตื่นเต้นกว่าการนอนตากพัดลมไปมาเฉยๆ เขาถึงใจเย็นมองการกระทำของคนตรงหน้า

 

“นั่นนาย...” เสียงแหบแทบจะกลืนหายไปในลำคอเมื่อพบว่าอีกคนเปิดระเบียงห้องของเขาและเริ่มปีนขึ้นไปบนที่สูง

 

“ฮ่าๆ ที่โซลเขาไม่ทำกันอย่างนี้รึไง? ตามขึ้นมาสิจุนฮยอง” คนตัวเล็กห้อยหัวมาคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จุนฮยองเดินตามไปทางระเบียง ยื่นจานแตงโมให้มือที่ยื่นออกมารับก่อนจะเริ่มปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านอย่างที่ฮยอนซึงทำเมื่อครู่

 

เสื่อที่ถูกหอบมาถูกปูทับไปบนกระเบื้องเก่าๆ บนหลังคา ฮยอนซึงเหยียดกายนอนราบไปกับพื้นกำแพงก่อนจะหันมาเอ่ยถามอีกคน

 

“มีน้ำแข็งมั้ย” เป็นอีกครั้งที่จุนฮยองไม่เข้าใจการกระทำของคนตรงหน้าเลยจริงๆ สุดท้ายร่างบางก็หายไปเมื่อเขาบอกว่ามีน้ำแข็งในตู้เย็น ก่อนจะกลับมาพร้อมพัดลมตัวเล็กที่เขาใช้นอนเป่าตัวเมื่อครู่นี้ มือเรียวจัดการทุบถุงน้ำแข็งกับพื้นก่อนจะตั้งไว้หน้าพัดลมที่จุนฮยองช่วยต่อสายไฟไว้

 

“เป็นไง เย็นมั้ย” หันมาพูดหลังจากพัดลมเครื่องเล็กเป่าพัดก้อนน้ำแข็งจนเกิดเป็นไอเย็นขึ้นมา

 

จุนฮยองยิ้มเป็นคำตอบ จนถึงตอนนี้ก็พอจะเข้าใจแล้วว่าฮยอนซึงตั้งใจจะทำอะไร หน้าร้อนอย่างนี้เหมาะกับการตากพัดลมเย็นๆ พร้อมกับนั่งกินแตงโมจริงๆ ด้วยแหละ...

 

สุดท้ายวันนั้นทั้งวันพวกเขาสองคนก็นั่งคุยกันเรื่องสัพเพเหระไปมาตามประสาเด็กผู้ชาย แม้จะมีบางเรื่องที่ฮยอนซึงตามไม่ค่อยทันอยู่บ้าง อย่างเช่นพวกเรื่องแฟชั่นและรถที่เขาคลั่งไคล้ แต่เรื่องอื่นๆ จาง ฮยอนซึงก็นับว่าเป็นเพื่อนคุยที่ดีที่เดียว ร่างบางโบกมือลาเขาไปพร้อมกับจักรยานคันโปรด พาหนะพื้นฐานของเด็กในเมืองนี้ เป็นเวลาเดียวกับที่ฮอ กายุนกลับมาจากที่ทำงานนั่นแหละ

 

“ไงเรา ทำฉันเครียดนะเนี่ย นึกว่าจะเข้ากับเพื่อนที่นี่ไม่ได้ซะแล้ว” ปากบางเฉียบเอ่ยทักลูกชายที่ออกมาส่งเพื่อนหน้าบ้านด้วยรอยยิ้ม

 

“อืม” ก็แค่ครางตอบในลำคอก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าบ้าน หนีมือที่พยายามจะมายีหัวเขาเล่นอย่างที่ชอบทำตอนเด็กๆ

 

“แหม ทำมาเป็นไม่ตอบ ฉันรู้นะว่านายรู้สึกดีขึ้นเยอะเพราะหนูฮยอนซึงมาอยู่เป็นเพื่อนน่ะ” เอ่ยแซวพ่อหนุ่มกรุงโซลก่อนจะเห็นลูกชายตัวดีเดินกระแทกเข้าห้องไปด้วยใบหน้าแดงๆ

 

ไม่ยอมรับความจริงทุกทีสิน่า จุนฮยอง...

 

 

 

-- Over the Rainbow --

 

 

 

“ไง จุนฮยอง” ฮยอนซึงเอ่ยทักเพื่อนร่วมห้องด้วยเสียงสดใสก่อนจะย้ายตัวมานั่งที่โต๊ะประจำของตัวเอง จุนฮยองมองเพื่อนร่วมชั้นที่กว่าจะหันมามองเขาได้ก็ใช้เวลาร่วมนาทีเพราะเพื่อนในห้องต่างพากันทักอยอนซึงที่เพิ่งมาโรงเรียน

 

ต้องยอมรับเลยว่าฮยอนซึงเป็นจุดศูนย์กลางของเพื่อนๆ จริงๆ

 

วันนี้เป็นกลางสัปดาห์ที่สามแล้วที่เขาย้ายมาอยู่โรงเรียนแห่งนี้ แม้ใครหลายคนจะบ่นว่าหน้าตาของเขาไม่รับแขกเท่าไร จึงทำให้ไม่กล้าเข้ามาคุยด้วยในช่วงแรกๆ แต่จุนฮยองก็พอจะมีเพื่อนบ้างแล้ว

 

ความจริงก็ต้องขอบคุณฮยอนซึงที่ทำให้เขาได้รู้จักเพื่อนมากขึ้นอีกเยอะ จะว่าไปก็เพราะคนที่นั่งข้างๆ เขานี่แหละที่เปลี่ยนมุมมองของเด็กน่าเบื่อในนิยามของเขาไปได้

 

ตอนนี้เขามีเพื่อนที่ค่อนข้างจะติดเขาอยู่มากเลยทีเดียว หน้าตาอย่างกับเด็กม.ต้น แรกๆ ก็ว่าน่ารักอยู่หรอก แต่พอรู้จักเข้าจริงๆ พิษสงก็ไม่ได้น้อยเลย ยัง โยซอบชอบมาเกาะแกะเขาเสมอ ถึงจะมีเรื่องสนุกๆ ให้ทำร่วมกัน แต่ถ้าวันไหนขืนเบื่อเจ้าตัวเล็กนี่ขึ้นมาละก็ วีรกรรมงอแงของอีกคนก็แสบจนเหงื่อตกเลยล่ะ

 

เพื่อนอีกคนที่เหมือนจะจำใจเป็นเพื่อนเขาเพราะสนิทกับยัง โยซอบซะมากกว่าคือยุน ดูจุน หมอนี่เป็นรองหัวหน้าห้อง ชอบปั้นหน้าซีเรียสใส่เขา แล้วก็เหมือนจะมีอคติกับเขาอย่างมากเวลาเขาอยู่กับฮยอนซึง

 

ตอนนี้ก็เช่นกัน...

 

“นายจะทำเกินไปแล้วนะ” เสียงของร่างสูงตะคอกก่อนจะใช้มือคว้าคอเสื้อของเขา

 

จุนฮยองมองตามแววตาไม่พอใจของเจ้าของดวงตาชั้นเดียวด้วยอาการแปลกใจเล็กน้อย

 

“มันเกินไปตรงไหน ฉันก็แค่ฝากให้ฮยอนซึงซื้อข้าวกลางวันเผื่อเท่านั้น” อธิบายตามความคิดตัวเองก่อนจะจ้องกลับสายตาเอาเรื่อง

 

ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าที่โรงเรียนแห่งนี้มันแปลกมากเลยรึไง การฝากเพื่อนซื้อข้าวกลางวันเผื่อเนี่ย ทั้งๆ ที่ก็เห็นคนอื่นในห้องทำด้วยซ้ำ ทำไมเจ้านี่ต้องมาไม่พอใจเขาด้วย

 

“นายน่าจะรู้ไว้ว่านายไม่ควรทำให้ฮยอนซึงลำบาก” ยุน ดูจุนขึ้นเสียงเมื่อเห็นแววตาของอีกคนไม่มีวี่แววว่าจะรู้สึกผิด

 

เสียงที่ดังขึ้นของดูจุนเรียกความสนใจจากทุกคนในห้อง

 

“มันจะลำบากแค่ไหนกันเชียว กะไอ้แค่ซื้อข้าวเนี่ย!” จุนฮยองขึ้นเสียงบ้าง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจะต้องมายอมคนที่หาเรื่องเขาไม่มีเหตุผลแบบนี้

 

“นี่นาย!” ดูจุนขึ้นเสียงแล้วง้างมือขึ้นคล้ายจะต่อยอีกคน แต่ก็พอดีที่ฮยอนซึงแทรกตัวเข้ามาอยู่ระหว่างกลางเพื่อห้ามศึกที่ไม่ควรจะเกิดไว้

 

“ไม่เป็นไรหรอกดูจุนอา แค่ซื้อข้าวนิดเดียวเอง” เสียงหวานบอกเป็นเชิงอ้อนวอน สายตาชั้นเดียวละจากใบหน้ากวนอารมณ์ของเด็กใหม่ที่เพิ่งจะย้ายมาได้ไม่ถึงสามอาทิตย์แต่ปัจจุบันกลายเป็นเพื่อนสนิทของจาง ฮยอนซึงไปแล้ว มาที่ดวงตากลมโตของอีกคนที่ส่งสายตาอ้อนวอนมาให้เขา

 

‘ขอนะ’ ริมฝีปากบางขยับเป็นคำแต่ไม่มีเสียงลอดผ่าน บอกอีกคน

 

“โธ่เว้ย! “ สบถอย่างขัดใจก่อนจะปล่อยมือที่กำคอเสื้อจุนฮยองออก แล้วพูดถ้อยคำที่สร้างความแปลกใจให้แก่ยง จุนฮยองเป็นอย่างมาก

 

“นายจะกินอะไรบอกมา ฉันจะไปซื้อให้เอง”

 

เจ้าของใบหน้าคมเลิกคิ้วคล้ายไม่อยากเชื่อกับปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของคนตรงหน้า

 

“ไม่ต้องก็ได้นะดูจุนอา” ฮยอนซึงบอกด้วยความเกรงใจแต่ก็ถูกขัดอีกครั้ง

 

“ไม่เป็นไรหรอกฮยอนซึงอา ฉันกับดูจุนอยากไปเที่ยวที่โรงอาหารพอดี” ยัง โยซอบอีกคนที่ยืนทำอะไรไม่ถูกกับสถานการณ์ตรงหน้าอยู่นานพูดแทรกขึ้น ก่อนจะทำทีคล้องแขนร่างสูง

 

สรุปวันนั้นสองคู่หูก็เป็นคนอาสาไปซื้อข้าวกลางวันของเขากับฮยอนซึงมาให้ กลับมานั่งกินด้วยกันแล้วสุดท้ายเขากับดูจุนก็กลับมาดีกันเหมือนเดิม ถึงแม้จุนฮยองจะยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าอีกคนจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทำไมก็เถอะ

 

 

 

 

 

 

-- Over the Rainbow --

 

 

 

“จุนฮยอง ตื่นได้แล้วน่า” ฮยอนซึงร้องเรียกคนขี้เซาที่บิดตัวไปมาไม่ยอมตื่น ใบหน้าสวยจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ

 

ทั้งๆ ที่เป็นคนกำชับนักกำชับหนาว่าให้เขาช่วยปลุกหน่อย แต่พอเอาเข้าจริงเจ้าตัวกลับไม่ยอมตื่นซะนี่

 

“จุนฮยอง ถ้านายไม่ตื่นฉันจะกลับบ้านแล้วนะ” ฮยอนซึงขึ้นเสียงท้าวเอวมองคนที่ยังงัวเงียอยู่บนที่นอน พอเห็นว่าอีกคนไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้นมาร่างบางจึงตัดสินเดินออกจากห้องเพื่อนสนิทขี้เซาตามที่บอก

 

“เดี๋ยว ฮยอนซึง ฉันตื่นแล้ว ฉันตื่นแล้ว” รีบลุกขึ้นมาตะโกนเรียกอีกคนก่อนจะแบกสังขารตัวเองไปล้างหน้าแปรงฟัน

 

เดี๋ยวนี้การมาบ้านเขาทุกเสาร์-อาทิตย์กลายเป็นเรื่องประจำของฮยอนซึงไปแล้ว เพื่อนทั้งห้องยังบอกเองว่าเขากับฮยอนซึงสนิทกันมาก แม้จะไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่ก็ยอมรับว่าเขาใช้เวลาทั้งหมดในสามอาทิตย์มานี่อยู่กับฮยอนซึง

 

เหตุผลคงเป็นเพราะฮยอนซึงเข้ากับเขาได้ดีกว่าคนอื่นด้วยล่ะมั้ง เวลาอยู่กับฮยอนซึงมักจะมีเรื่องให้แปลกใจอยู่เสมอ ทุกการกระทำของร่างบางเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา ยอมรับเลยล่ะว่าฮยอนซึงเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้มีสีสันมาก

 

ทุกวันหยุดฮยอนซึงมักจะพาเขาไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในเมืองเล็กๆ นี่เสมอ

 

...วันนี้ก็เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

“นี่ จุนฮยอง เดี๋ยวอาทิตย์หน้าฉันจะพานายไปที่ที่นึงนะ” ร่างบางที่นั่งพิงกับเตียงอยู่ที่พื้นหันมาบอกอีกคนที่อยู่บนเตียงด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

 

“ที่ไหนอ่ะ” ถามในขณะที่ซดโค้กแทนอาหารเช้า

 

“ที่ที่วิเศษมากเลยล่ะ เดี๋ยวนายไปนายก็รู้ ตอนเด็กๆ ฉันกับเพื่อนคนนึงไปที่นั่นเสมอเลย” พูดด้วยดวงตาแวววาวจนคนปากหยักที่มองอยู่ต้องยกยิ้ม

 

“เพื่อนคนนึงที่นายว่าเนี่ย คนที่นายชอบใช่มั้ยเนี่ย” เอ่ยถามสิ่งที่ทำให้คนตัวเล็กต้องตกใจ

 

“...”

 

“ฮ่าๆ ดูนายมีความสุขมากเลยเวลาพูดถึงคนคนนั้น” ลอบขำเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบแต่ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงเรื่อของร่างเล็กกลับตอบเขาแทนทุกอย่าง

 

“ว่าแต่เพื่อนคนนั้นเนี่ย อยู่ห้องเราด้วยป้ะ” เอ่ยถามต่อเมื่อผิวอีกคนเปลี่ยนเป็นสีแดงไปจนถึงใบหูแล้ว

 

“...”

 

“ใช่แน่เลย ว่าแต่นายพาฉันไปที่นั่นเขาไม่โกรธหรอ” สรุปคำตอบโดยไม่ต้องได้ยินถ้อยคำใดๆ จากร่างบาง เพราะท่าทีของฮยอนซึงตอนนี้ตอบแทนทุกอย่าง

 

“ไม่หรอก...”

 

“ทำไมล่ะ” ถามพลางลงจากเตียงมานั่งข้างๆ อีกคน

 

“เขาจำที่นั่นไม่ได้ด้วยซ้ำ แม้แต่ฉันเขายังจำไม่ได้เลย” ตอบด้วยแววตาเศร้าเล็กน้อย

 

“สงสัยเมื่อก่อนนายไม่สวยอย่างนี้อ่ะมั้ง” พูดแล้วหยิกแก้มคนข้างๆ ก่อนจะได้ฝ่ามือมาเป็นของตอบแทน

 

จุนฮยองชอบเวลาที่จาง ฮยอนซึง เขินที่สุด ตอนที่ผิวขาวๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงนั่นน่ามองมาก ฮยอนซึงน่ารักและมีหลายด้านจนเขาอดจะแกล้งไม่ได้

 

“ว่าแต่นายจะไม่บอกจริงๆ หรอว่าเขาคนนั้นเป็นใครอ่ะ หรือว่าเป็นไอ้ดูจุนหรอ เห็นเป็นห่วงนายจัง” ถามอีกครั้งด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

“ไม่ใช่หรอก”

 

“แล้วใครล่ะ”

 

“...”

 

“นายจะไม่บอกฉันใช่มั้ย” ทำปากบู้ให้อีกคนเห็นใจ แม้จะทำไปขำๆ แต่สายตาที่มองคนตัวเล็กกว่าก็จริงจัง

 

...ก็แค่อยากรู้ว่าจาง ฮยอนซึงชอบใคร

 

“ไว้ฉันจะบอกทีหลังแล้วกัน” เพราะทนสายตาคะยั้นคะยอของอีกคนไม่ได้ถึงตอบปัดไปอย่างนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-- Over the Rainbow --

 

 

 

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาเขาใช้เวลาแกล้งจาง ฮยอนซึงด้วยการบอกว่าอยากหาซื้อหนังสือโป๊ แล้วผลก็ดีเกินคาดเมื่ออีกคนหน้าแดงแล้วทำตัวไม่ถูกแต่ก็ยังอุตส่าห์เป็นเพื่อนที่ดีลากเขาไปร้านหนังสือร้านเดียวในหมู่บ้านจนได้

 

มันขำก็ตรงที่อีกคนพยายามจะถามหาหนังสือแบบนั้นกับป้าเจ้าของร้านให้นี่แหละ กลายเป็นว่าฮยอนซึงงอนมากที่เขาแกล้ง แต่พอเจอหน้ากันที่โรงเรียนวันรุ่งขึ้นอีกคนก็หายงอนเขาอยู่ดี แม้ว่าหลังๆ มานี้ฮยอนซึงจะดูไม่ค่อยสดใสเหมือนเดิม

 

ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าแต่ริมฝีปากของอีกคนดูซีดขึ้นทั้งๆ ที่นี่เป็นหน้าร้อน คงเพราะว่าเป็นคนร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงด้วยมั้ง เขาจำได้ว่าฮยอนซึงเคยบอกไว้อย่างนั้น

 

กลายเป็นว่าที่ฮยอนซึงบอกว่าจะพาเขาไปที่ที่นึงก็ยังคงเป็นไปตามกำหนดการณ์เดิม

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้ฝนตกปอยๆ ในตอนเช้าเป็นสัญญาณว่าหน้าร้อนใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ฮยอนซึงแต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีชมพูอ่อนกับกางเกงขาสั้นสีฟ้า ปั่นจักรยานนำเขามาที่ที่หนึ่งซึ่งห่างไกลชุมชมพอสมควร พอถึงตีนเขาฮยอนซึงก็จอดจักรยานและเดินนำจุนฮยองไป ที่ปลายทางเห็นที่ที่หนึ่งคล้ายเพิงเล็กๆ พอเดินเข้าไปใกล้ก็รู้ว่าฮยอนซึงกำลังทักทายกับอะไร

 

“ว่าไงเจ้าตัวน้อย” เจ้าของเสียงหวานเอ่ยทักลูกแมวสามตัวที่อยู่ในเพิงเล็กๆ เป็นเรื่องน่าแปลกที่มีแมวอยู่ไกลผู้คนอย่างนี้แต่ฮยอนซึงก็บอกว่าเจ้าพวกนี้ถูกทิ้งไว้ที่นี่และคนตัวเล็กเพิ่งเจอมันเมื่อไม่นานนี้ ที่บ้านของฮยอนซึงเป็นร้านอาหารถึงเอาไปเลี้ยงด้วยไม่ได้ เลยได้แต่แวะมาหาเจ้าพวกนี้เพื่อเอาอาหารมาให้

 

“นี่หรอ ที่นายอยากให้ฉันมาดู” เอ่ยถามอีกคนที่กำลังเทอาหารให้เจ้าเหมียวทั้งสามตัวด้วยใบหน้าอ่อนโยน

 

“ไม่ใช่หรอก” ตอบขณะที่มือบางวุ่นอยู่กับการลูบหัวเจ้าเหมี่ยวที่กินอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อย

 

“งั้นนายพาฉันมาที่นี่ทำไม” ถามไปงั้นทั้งๆ ที่ตอนนี้สนใจลูบขนนุ่มๆ ของเจ้าเหมี่ยวตัวนึงที่ดูจะกินเยอะกว่าเพื่อน

 

“จุนฮยอง ต่อไปนี้นายช่วยดูแลเจ้าพวกนี้แทนฉันหน่อยได้มั้ย” ตอบคำถามด้วยคำถาม คนฟังเลิกคิ้วสูง

 

“นายกำลังจะจากไปงั้นเหรอ” อยู่ดีๆ ก็นึกอยากพูดคำนั้น เห็นท่าทีของร่างบางก็นึกใจหายแปลกๆ ราวกับคนตรงหน้ากำลังจะจากไปจริงๆ

 

หรือว่าชีวิตของยง จุนฮยองเคยชินกับการที่มีคนจากไปอย่างนี้ทุกครั้ง ทั้งพ่อที่มีครอบครัวใหม่ เพื่อนที่ไปเรียนต่อเมืองนอก มันเลยทำให้จุนฮยองรู้สึกคล้ายกับว่าคนตรงหน้านี้กำลังจะจากเขาไปอย่างนี้

 

“อืม” ตอบรับเพียงสั้นๆ ก่อนจะหลบสายตาคมไปจ้องสัตว์ขนปุยทั้งสาม

 

“หวา งั้นก็น่าสงสารเจ้าพวกนี้จริงๆ พวกมันดูมีความสุขมากเลยเวลาอยู่กับนายน่ะ พวกมันไม่รู้เลยว่านายกำลังจะจากพวกมันไปแล้ว” พูดพลางลูบคนเจ้าเหมียวด้วยความรู้สึกโหวงๆ

 

 

 

 

 

 

 

พอบอกลาเจ้าเหมียวทั้งสามเรียบร้อยร่างบางก็เดินนำจุนฮยองขึ้นเขาไป เส้นทางบนเขาไม่ค่อยชันมากแต่ก็ใช้เวลานานทีเดียวกว่าฮยอนซึงจะพาเขาไปหยุดอยู่ตรงที่ที่หนึ่งพอดีกับที่ฝนปอยๆ นั่นหยุดตกพอดี

 

“ถึงแล้วล่ะ” คนตัวเล็กบอก หลังจากเดินนำเขามาประมาณ 20 นาที ที่ที่เขาสองคนยืนอยู่นี้คือยอดเขาที่มองเห็นทะเลของเมืองได้ชัดเจนมาก

 

“สวยมั้ย” หันกลับมาถามคนที่เดินตามมาด้วยดวงตาเป็นประกาย

 

“อืม สวยมากเลย” จุนฮยองตอบอีกคนด้วยรอยยิ้ม จับจ้องไปที่ทะเลที่ห่างไกลสุดลูกหูลูกตา เพราะฝนที่เพิ่งหยุดตกไปหมาดๆ เลยทำให้เห็นสายรุ้งจากมุมที่เขาทั้งสองคนยืนอยู่พอดี

 

“รู้มั้ยฮยอนซึง” เอ่ยนำเรียกความสนใจจากอีกคน เจ้าของดวงตากลมโตละสายตาจากรุ้งเจ็ดสีกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

 

“ฉันชอบนาย” พูดได้ด้วยถ้อยคำเรียบง่าย แล้วหันมาจ้องกลับเจ้าของดวงตากลมโตที่มีแววตาวูบไหว

 

ฮยอนซึงกำลังยิ้ม...

 

“นายเป็นคนที่สดใสมากเลยล่ะ เหมือนสายรุ้งนั่น” พูดแล้วก็หันกลับไปจ้องสายรุ้งที่เรียงตัวกันอยู่เหนือทะเล

 

จุนฮยองกำลังยิ้ม ฮยอนซึงเองก็หันไปมองสายรุ้งนั่นด้วยรอยยิ้มเช่นกัน...

 

มันเป็นช่วงเวลาครู่ใหญ่ที่ระหว่างพวกเขาสองคนไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้น ดวงตา 2 คู่ทำเพียงแค่มองตรงไปข้างหน้า มองสายรุ้งที่เลือนรางแต่ก็เต็มไปด้วยสีสันสดใส จุนฮยองกุมมือฮยอนซึงไว้โดยไม่ขออนุญาต แต่คนโดนจับมือก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากยืนปล่อยให้อีกคนยืนกุมมือของตัวเองไปอย่างนั้น...

 

 

 

 

“ว่าแต่ นายจะจากไปเมื่อไร” คำถามแรกเกิดขึ้นเมื่อจุนฮยองนึกอะไรได้ ฮยองซึงหันกลับมามองอีกคนที่ยังคงกุมมือเขาไว้

 

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เร็วๆ นี้แหละ” ตอบได้เท่านั้นก่อนจะหลบตาลงต่ำ

 

ย้ายบ้านหรอ? ไปเรียนต่อที่อื่นหรอ? มีคำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของยง จุนฮยอง แต่เขาก็ไม่ได้ถามออกไป คนตัวบางที่เขายืนกุมมืออยู่นี้ ไม่ได้บอกอะไรเขามากกว่านั้น

 

บางทีอาจเป็นเพราะเขาเองที่ไม่อยากจะรู้เหตุผล

 

ทุกครั้งที่มีคนจากยง จุนฮยองไปมันต้องเป็นอะไรที่ ‘มีเหตุผล’ ทุกครั้ง และจุนฮยองอยากจะยอมรับเหลือเกินว่าเขาเกลียดคำว่า ‘มีเหตุผล’ นั่นมาก สำหรับเขามันไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลให้กับ ‘เรื่องที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปอยู่ดี’ นั่นหรอก

 

กายุนบอกว่าพ่อของเขามีหน้าที่การงานที่ต้องใส่ใจ เวลาไม่ตรงกัน ทั้งสองคนถึงเลิกกัน เขาถึงต้องย้ายไปอยู่กับพ่อ พ่อบอกว่าการใช้ชีวิตคนเดียวมันเหนื่อย พ่อคิดว่าพ่อควรมีคนอยู่เคียงข้าง พ่อถึงแต่งงานใหม่

 

อะไรหลายๆ อย่างไม่ว่าจะมีหรือไม่เหตุผลหรือไม่ ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร ยังไงผลลัพธ์มันก็ลงเอยที่ต้องมีคนจากยง จุนฮยองไปทุกครั้ง เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่อยากจะรับรู้มันหรอก ว่าทำไมคนข้างๆ นี่ถึงกำลังจะจากเขาไป

 

“แล้วฉันจะเจอนายได้อีกเมื่อไร” ถามอีกคนอย่างมีความหวัง

 

คนตัวเล็กไปตอบ ทำเพียงจ้องมองสายตาคมก่อนจะกระชับมือที่กอบกุมกันไว้

 

“จุนฮยอง ทุกครั้งที่นายเห็นสายรุ้ง ฉันจะอยู่หลังสายรุ้งนั่น” จ้องมองชั้นสีที่ทอดตัวอยู่เหนือทะเล ใช้มือข้างที่ไม่ได้ถูกกอบกุมชี้ไปยังที่แห่งนั้น...

 

 

 

 

 

วันนั้นทั้งวันหมดไปด้วยการที่พวกเขาทั้งสองคนนั่งมองวิวเงียบๆ ในขณะที่มือที่กอบกุมกันไว้ไม่ได้ถูกปล่อยไปไหน เย็นวันนั้นเป็นครั้งแรกที่จุนฮยองขับรถไปส่งฮยอนซึงที่บ้าน ร่างสูงกลับมาใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติ และเป็นครั้งแรกที่เขาอยากเข้านอนเร็วๆ ไม่นั่งรอให้ฮอ กายุนกลับมาบ้านก่อนอย่างทุกวัน

 

ครืด~ ครืด~

 

โทรศัพท์เครื่องสี่เหลี่ยมสั่นไปมาอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือของยง จุนฮยอง จำได้ว่าไม่ได้สนใจเจ้าเครื่องมือสื่อสารที่แต่ก่อนตอนอยู่โซลเขาแทบจะขาดไม่ได้นี่นานแล้ว จะมีเรื่องให้ใช้อยู่บ้างก็แค่ให้ฮยอนซึงช่วยโทรมาปลุกตอนเช้า หรือโทรไปให้ฮยอนซึงช่วยสอนการบ้านให้ นอกนั้นเขาก็ไม่เคยคิดจะทำอะไรกับเจ้าเครื่องสื่อสารนี่เลย

 

“ข้อความเข้า” พึมพำเมื่อเห็นหน้าจอโทรศัพท์เขียนว่ามีข้อความเข้า นิ่วคิ้วก่อนจะหยิบเจ้าโทรศัพท์แล้วเดินกลับไปทิ้งตัวนอนบนเตียง เลื่อนหน้าจอไปจนพบว่าเป็นข้อความที่ส่งมาจากใครแล้วเปิดอ่านอย่างกระตือรือร้น

 

 

‘ยง จุนฮยอง’

 

 

นิ่วคิ้วเมื่ออ่านข้อความที่ถูกส่งมาโดยคนที่เขานั่งกุมมือมาตลอดวันนี้

 

 

‘หืม’

 

 

พิมพ์ตอบกลับอีกคนด้วยความรวดเร็ว ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรทำไมเนื้อหาเมล์ถึงมีแค่ชื่อเขาเท่านั้น

 

 

 

 

‘เขาคนนั้นน่ะ ชื่อ ยง จุนฮยอง’

 

 

ข้อความตอบกลับมาไม่รวดเร็วนัก จุนฮยองมองตัวอักษรที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอก่อนจะยกยิ้ม

 

เขาคนนั้น... คนที่ฮยอนซึงพูดถึงอย่างมีความสุข คนที่ร่างบางบอกว่าจำตัวเองไม่ได้

 

...คนที่จาง ฮยอนซึงชอบ

 

 

 

 

“ฉันกลับมาแน่นอน ฉันไม่ลืมนายหรอก แล้วฉันจะกลับมา”

 

 

 

 

นึกถึงตอนเด็กๆ ตอนก่อนจะจากเมืองอันห่างไกลนี้ไปได้อย่างเลือนราง จำได้แค่ว่าวันนั้นฮอ กายุนบอกว่าเขากับพ่อต้องไปอยู่ที่โซล เขาเกือบร้องไห้ แต่จำได้ว่ามีมือเล็กๆ ที่กอบกุมเขาไว้ เด็กคนนั้นชื่ออะไรก็จำไม่ได้ รู้แค่ว่าเป็นคนที่มักจะสดใสอยู่เสมอแต่วันนั้นกลับร้องไห้จ้า น้ำตาที่พาลจะไหลของเขาเลยไม่ได้หยดออกมา เพราะเอาแต่ปลอบคนตัวเล็กที่ร้องไห้งอแงเสียใจที่ต้องจากกัน สุดท้ายต้องยอมสัญญากลับอีกคนว่าเขาจำกลับมา อีกคนถึงยอมหยุดร้องไห้...

 

 

ไม่คิดเลยว่าคนคนนั้นจะเป็นจาง ฮยอนซึง...

 

 

 

‘ขอโทษนะ ที่ฉันจำนายไม่ได้ แล้วก็ขอบคุณนะที่บอก’

 

 

พิมพ์ตอบอีกคนไปด้วยรอยยิ้ม

 

 

สุดท้ายนิ้วมือที่กดแป้นพิมพ์เพื่อเขียนข้อความก็หยุดทำหน้าที่ด้วยการเปลี่ยนไปกดแป้นพิมพ์ตัวเลขเป็นเบอร์โทรศัพท์ที่เขาจำได้ขึ้นใจแทน

 

 

[ฮัลโหล...] เสียงใสถูกส่งมาจากปลายสายหลังจากอีกคนกดรับ

 

 

“นายกำลังจะจากไปแล้วใช่มั้ย”

 

 

เพราะความรู้สึกบางอย่างทำให้ถามอีกคนไปอย่างนั้น...

 

 

[อืม...] เป็นเสียงตอบรับที่สดใสที่สุด แม้จะผ่านเส้นใยสะท้อนมากมายแต่จุนฮยองก็สัมผัสได้

 

 

ฮยอนซึงกำลังตอบเขาด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่มีความสุข...

 

 

 

 

 

 

 

 

-- Over the Rainbow --

 

 

 

 

 

สองวันต่อมา สายฝนโปรยปรายลงมาในตอนเช้าก่อนจะหยุดไปเมื่อตอนสาย หยดน้ำที่ร่วงหล่นจากฟ้าตกลงมาไม่หนักมากราวกับเป็นไปเพียงเพื่อต้องการจะบอกลาใครบางคน ผู้คนในหมู่บ้านมาชุมนุมกันบนพื้นที่สีเขียวในบรรยากาศเงียบสงบ ทุกคนล้วนแต่งกายด้วยชุดสีดำ...

 

 

พิธีบอกลาเด็กหนุ่มผู้สดใสผู้เป็นที่รักของคนในเมืองเสร็จลงโดยใช้เวลาไม่นาน เพื่อนๆ นักเรียนชั้นห้อง 1-A บางคนยังอยู่ไว้อาลัย แต่ส่วนใหญ่ก็กลับไปแล้ว

 

ยง จุนฮยองที่แต่งกายด้วยชุดสูทสีดำกำลังจับจ้องไปยังป้ายหลุมศพหินที่มีชื่อ จาง ฮยอนซึง ถูกสลักไว้อย่างประณีตบนนั้น

 

นี่คือเหตุผลที่เขาไม่คิดจะเอ่ยถามอีกคน...

 

เหตุผลที่จาง ฮยอนซึงใช้ชีวิตอย่างมีสีสัน เหตุผลที่เพื่อนทุกคนมักจะยิ้มและให้อภัยจาง ฮยอนซึงอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ เหตุผลที่ยุน ดูจุนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพียงเพราะเขาฝากร่างบางซื้อข้าวให้

 

เพราะจาง ฮยอนซึงอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ...ข้อนั้นคนที่นอนสงบอยู่ในหลุมที่เพิ่งถูกกลบเมื่อไม่นานนี้ก็บอกเขาแล้ว

 

เขาสนใจแค่ว่านั่นทำให้คนรู้สึกห่วงใยคนตัวเล็กมากขึ้นก็เท่านั้น

 

เพราะเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้อีกไม่นาน คนเข้มแข็งอย่างจาง ฮยอนซึงถึงขอใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ให้เต็มไปด้วยสีสัน ทุกคนในห้องรู้...

 

...ยกเว้นเขา

 

 

 

 

“รู้อะไรมั้ย จาง ฮยอนซึง คนที่น่าสงสารน่ะไม่ใช่เจ้าพวกนั้นหรอก”

 

 

 

 

 

 

 

 

-- Over the Rainbow --

 

 

 

 

 

“ยง จุนฮยอง จะอีกนานมั้ย!” เสียงเล็กตะโกนเร่งอีกคนที่เดินหายเข้าไปในป่าเล็กๆ ตรงเชิงเขาเป็นเวลานานแล้ว

 

“ไม่นานหรอก ยัง โยซอบ ถ้าคิดจะมีน้ำใจมาช่วยฉันอุ้มเจ้าพวกนี้บ้างอ่ะนะ!” ตะโกนตอบระหว่างที่วุ่นวายกับการจับเจ้าตัวเล็กที่ตัวเริ่มโตแล้วทั้งสามตัวลงกล่อง

 

วันนี้ยง จุนฮยองมารับเจ้าตัวเล็กทั้งสามไปอยู่ด้วยกัน ครั้งแรกฮอ กายุนทำท่าจะไม่ยอมท่าเดียว แต่พอสัญญาว่าจะยอมทำข้าวเย็นที่เขาไม่ได้แสดงฝีมือมานานให้อีกคนกินทุกวัน สาวสวยวัยสี่สิบถึงยอมให้เขาพอเจ้าพวกนี้ไปอยู่ด้วย

 

เจ้าตัวเล็กทั้งสามงอแงอยู่บ้าง แต่เพราะฝนที่เพิ่งตกลงมาเมื่อเช้าและเพิ่งจะหยุดตกไปก่อนหน้านี้ไม่นานทำให้ความซนของเจ้าขนปุยลดลงไป มันก็เลยง่ายขึ้นสำหรับจุนฮยองที่จะจับเจ้าเหมียวทั้งสามยัดใส่ลัง

 

ร่างสูงเดินกลับมาหาอีกคนที่นั่งทำหน้าบูดเพียงเพราะนั่งรอเขานานไม่ถึง 5 นาทีทั้งๆ ที่เป็นคนงอแงบอกว่าอยากตามมาเป็นเพื่อนเขาเองแท้ๆ จุนฮยองวางกล่องกระดาษลังไว้ที่ตะกร้าหน้ารถก่อนจะเริ่มปั่นจักรยานตามโยซอบที่หมุนล้อนำเขาไปโดยไม่รอแล้ว

 

 

“เดี๋ยวก่อน โยซอบ” ร้องเรียกอีกคนเมื่อเผลอหันมองไปที่อีกด้านของถนน

 

 

...ที่เหนือทะเล

 

 

ยัง โยซอบบู้หน้าด้วยความไม่พอใจแต่ก็ยอมหยุดรถแล้วหันกลับมามองอีกคน

 

 

“จุน...” จะเอ่ยเรียกด้วยความหงุดหงิดแต่ก็ต้องเงียบลงเมื่อเห็นสายตาคมของอีกคนที่ดูสงบผิดปกติ ที่มุมปากหยักมีรอยยิ้ม

 

 

คนตัวเล็กมองไปตามที่สายตาคมของยง จุนฮยองจับจ้องอยู่

 

 

 

...สายรุ้ง นี่นา

 

 

 

 

“จุนฮยอง ทุกครั้งที่นายเห็นสายรุ้ง ฉันจะอยู่หลังสายรุ้งนั่น”

 

 

 

 

 

 

 

 

-- Over the Rainbow :: THE END --

 

 

 

 

สวัสดีค่า คิดถึงแฟนฟิคจังเลย >"<
คราวนี้มาอัพแต่ก็เป็นเรื่องเก่าอีกแล้ว
ตอนต่อของเรื่องที่เคยลงไว้จะพยายามมาต่อในเร็วๆ นี้นะคะ
ก่อนอื่นพูดถึงเรื่องนี้กันหน่อยดีกว่า
เรื่องนี้เป็นหนึ่งในโปรเจค Colorful Summer by JunSeung Factory❤ แหละค่ะ
ตอนได้โจทย์มาก็คือ ชื่อเรื่องต้องเป็นชื่อสี
แล้วเราก็ตีความให้ฮยอนซึงในเรื่องนี้เป็น Colorful Summer ค่ะ
คือหมายถึงว่า ฮยอนซึงเป็นคนที่สดใส ใช้ชีวิตได้มีสีสัน เหมือนฤดูร้อนนะค่ะ ^-^
ก็เลยเลือกสีรุ้ง เพราะน่าจะเหมาะกับฮยอนซึงผู้สดใสที่สุด
ตอนหลังๆ เป็นตอนที่ใกล้หมดฤดูร้อนแล้ว และฮยอนซึงก็จากไปพร้อมฤดูร้อนน่ะค่ะ
แต่ว่าในทุกๆ ฤดูร้อนก็จะกลับมาเหมือนเดิม
เหมือนกับสายรุ้งที่จะปรากฎขึ้นหลังฝนเสมอ ฮยอนซึงเลยบอกให้จุนฮยองมองสายรุ้งแทนตัวเองน่ะค่ะ
จะบอกว่าเรารักฟิคเรื่องนี้มากเลยแหละ ถึงแม้จะไม่ได้ทุ่มกับการเขียนมากมาย (คือคิดพลอค + ปั่น ภายในประมาณสามวันเอง)
แต่ตัวเนื้อเรื่องและอารมณ์เรื่องเป็นอะไรที่เราชอบมากเลย
ถ้าจะถามว่าแนวฟิคเราเป็นแบบไหน เราก็อยากจะตอบว่าเป็นแบบนี้ล่ะ
(ถ้าใช้คำว่า อยาก เพราะยังไม่รู้ตอนนี้ตัวเองทำได้ดีพอจะพูดได้รึเปล่า >"<,,)
สำหรับคนที่ไม่ชอบแนวนี้มันอาจจะเป็นฟิคที่เรื่อยๆ และน่าเบื่อมาก ฮ่าๆ
แต่สำหรับคนที่ชอบยังไงก็ขอบคุณนะคะ ^----^
ว่าแต่ เปลี่ยนธีมใหม่แล้ว เป็นไงบ้าง??
จขบ. มองไม่เห็นธีมใหม่แหละค่ะ รีเฟรชกี่รอบก็ไม่เห็น เปิดปิดเครื่องแล้วก็ตาม
ขนาดลองลบคุกกี้ลบแคชอย่างที่ใครเขาว่ากัน ก็มองไม่เห็นอยู่ดีอ่ะค่ะ TT
อีกปัญหาคือ ล้อกอินเข้าบลอคไม่ได้ เพราะดันไปลบแคชคุ้กกี้อะไรนี่ล่ะ
เราก็ไม่มีความรู้เรื่องนี้ด้วยสิ ใครรู้ช่วยบอกทีน้า TvT
กว่าจะล้อกอินได้นี่ยุ่งยากมากเลย เวลาล้อกอินมันจะขึ้นว่าเราไม่ได้ล้อกอิน
แล้วต้องพิมพ์ url ของหน้า manage ไป ถึงเข้ามาอัพบลอคได้นี่แหละค่ะ
ยุ่งยากเนอะ เสียใจมาก ครั้งแรกคิดว่าคงต้องสมัครบลอคใหม่แล้วด้วยซ้ำ
แต่เราพยายามล้อกอินบลอคอื่นก็ไม่ได้เหมือนกัน คาดว่าเปลี่ยนไปก็เท่านั้น
ความจริงคือ ไม่อยากเปลี่ยนด้วย รักแฟนฟิคบลอคนี้ T^T
คิดถึงทุกคนนะคะ หวังว่าจะได้เจอกันอีกเร็วนี้ ^^
รักค่ะ
ปล.สุขสันต์วันแม่ค่ะ ^^
*EDIT ตอนนี้บลอคเรากลับมาเป็นปกติแล้วค่ะ เย้! ดีใจ > <

edit @ 12 Aug 2011 15:29:52 by ชิน

edit @ 12 Aug 2011 15:38:21 by ชิน

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สวัสดีค่ะไรเตอร์
เราเป็นคนนึงที่ติดตามผลงานมานานแล้ว

ต้องบอกว่า ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆเหล่านี้มากมาย
อ่านแล้วมีความสุขจริงๆค่ะ :]

เราไม่ได้เป็นสมาชิกบ้านบีสท์
แต่อยากติดตามผลงานของไรเตอร์

ถ้ายังไง รบกวนช่วยลงฟิคในเอ็กทีนด้วยนะึคะ

เป็นกำลังใจให้ค่ะ สู้ๆ

#1 By Maybe (110.168.109.3) on 2011-08-12 20:14

สุขสันต์วันแม่จ้าาา

ฟิคนี้เคยเม้นไปแล้วอ่ะ งั้นขอข้าม(เลว)

คิคิ ธีมใหม่งามมว๊ากกกกกกกกกกกก
ชอบอ๊าาาาาาาา เข้ามาแล้วต๊กกะใจเลย อิอิ

#2 By theJING'z* on 2011-08-12 20:56

#1 อ๊าาา ดีใจมากเลยค่ะ > < ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ประโยคเดียวที่ว่า อ่านฟิคเราแล้วมีความสุข แค่นี้เราก็ฟินแล้วจริงๆ เป็นอะไรที่ดีใจมากที่ได้เขียนฟิค ขอบคุณมากเลยนะคะ ^^,, ส่วนเรื่องลงฟิคในบลอค เราลงครบแน่นอนค่ะ ปกติจะลงที่บลอคก่อนนะคะ เพราะบอร์ดต้องจัดหน้าวุ่นวายหน่อย XD แต่เรื่องนี้ที่ลงทีหลังเป็นเพราะว่าเป็นฟิคโปรเจคน่ะค่ะ ตามโปรเจคเราต้องลงที่บอร์ดบีสท์ ก็เลย ลงไปก่อน แล้วค่อยเอามาอัพบลอคทีหลังแทน (เหมือนกับคราวโปรเจควาเลนไทน์น่ะค่ะ) ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ ขอบคุณจริงๆค่ะ >"<

#2 คริคริ สุขสันต์วันแม่จ้าาา :D ธีมใหม่ไปเอาของนอื่นมาปรับ ฮ่าๆ ของคุณ syprus น่ะ ลองดูนะเค้าชอบมาก >"<

#3 By ชิน on 2011-08-12 22:35

อาจไม่ดีเท่าไหร่นะคะ แต่เม้นท์ฟิคนี้เป็นฟิคแรก(จากทั้งหมด)ต้องขอโทษจริงๆนะคะ

แต่เรื่องนี้มันอดไม่ได้จริงๆ(ไมใช่เรื่องอื่นไม่สนุกนะคะ) อ่านแล้วมีความสุขมากๆ ไม่ได้หวาน ไม่ได้ขม แต่อ่านแล้วหัวใจมันรู้สึกเต็มเปี่ยมไปหมดเลยค่ะ ชอบมากๆ

ตอนแรกไม่เข้าใจว่าทำไมจุนฮยองดูเหมือนไม่เศร้าตอนที่ฮยอนซึงจะไป แต่ตอนจบก็รู้เลยค่ะว่าเป็นเพราะไม่ว่ายังไง จุนฮยองก็จะพบฮยอนซึงได้เสมอ

ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ

#4 By IrisMaple (14.207.238.55) on 2011-08-13 00:46

#4 ขอบคุณค่ะ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นจริงๆค่ะ TvT ขอบคุณที่บอกให้เรารู้ อ่านคอมเม้นแล้วเราก็หัวใจพองโตเหมือนกันนะ ^-^ ขอบคุณมากๆ เลยจริงๆค่ะ

#5 By ชิน on 2011-08-13 01:36

ว้าวววว น่ารักจังเลยอ่ะ big smile
อ่านแล้วนั่งอมยิ้ม
เหมือนมันจะเศร้านะ sad smile

เราไม่ได้เป็นสมาชิกบ้านบีทส์เหมือนกัน open-mounthed smile
ึคงต้องตามอาศัยบล็อกไรเตอร์แล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ big smile

#9 By Meawmeow (223.205.56.164) on 2011-08-16 19:07

#6 #7 #8 #9 ขอบคุณสำหรับคอมเม้นมากเลยนะคะ ^-^ เราลงที่บลอคอยู่แล้ว ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ >O<

#10 By ชิน on 2011-08-21 12:27

ไรท์เตอร์ มันเศร้าอะ ถ้าหมดฤดูร้อนเเล้วสวยจะหายไป
โจ๊กคงอยากให้ทุกวันเป็นฤดูร้อน

#11 By (125.27.175.147) on 2011-08-27 12:15

เสิร์ชหาในกูเกิ้ล
TT
ฮือออออออออออออออออออ
ทำไมต้องพูดถึงเรื่องนี้
ทีแรกจูนไม่เห็นก็ดีอยู่แล้วเชียว กระซิกก

มันไม่น่าเบื่อนะ แต่เศร้าอ่ะ TT
คือ ทุกคำพูดทุกประโยคมันแฝงความเศร้าๆหม่นๆไงก็ไม่รู้
ฮยอนซึง ทำไมจากไปง่ายดายแบบนี้
ไปแบบไม่ทันตั้งตัวเลย แง้

รู้สึกจะมีหลายเรื่องนะเนี่ยไม่ได้อ่าน
ในโทรศัพท์เซฟแต่ลิ้งบุ๊คมาร์คเรื่องเลิฟอิสไว้ทุกตอนเลย55
ไว้เปิดคอมจะมาตามอ่านให้ครบเลย T T

#19 By จูนจ้า (110.169.88.233) on 2011-08-29 18:51

TT[]TT

ซึงจากไปแล้วหรอ ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่นะ เศร้าได้อีก

#23 By .................... (65.49.68.150) on 2011-09-11 19:19

TT[]TT

ซึงจากไปแล้วหรอ ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่นะ เศร้าได้อีก

#24 By .................... (65.49.68.150) on 2011-09-11 19:24

ทำไมฮยอนซึงต้องตาย ยย TT"

แต่ฟิคนี้ดีมากก เป็นฟิคที่โรแมนติกมากที่สุดที่เคยอ่านมาเลยค่ะ

ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆให้ค่ะ

.................

จุนซึงอิิสเรียล

#25 By qiuqiu on 2011-10-13 14:49

ง่าาาาา แอบเศร้า
แต่ลึกซึ้งกินใจมากเลยค่ะ
ฮยอนซึงน้าาาาา หนูน่ารักมาเลยนะ

ขอบคุณนะคะ ชอบมากเลย จะติดตามผลงานนะคะ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^

#26 By b e e c l a s s i c * on 2011-10-16 23:24

เป็นอะไรที่ซึ้งมากๆT^T
ชอบแนวนี้มากเลยค่า

#27 By near (118.174.100.125) on 2011-10-18 00:05

เป็นฟิคเรื่องนึง ในไม่กี่เรื่องที่ทำให้เรา "ร้องไห้"
ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆที่แต่งมาให้อ่านนะคะ
เราประทับใจเรื่องนี้จริงๆ
ขอบคุณค่ะ

#36 By Benikung (125.26.170.60) on 2011-12-03 00:55

เป็นฟิคอีกเรื่องที่ทำให้อยากร้องไห้แล้วก็ยิ้มไปพร้อมๆๆกันอ่ะ

มันดูอบอุ่นแต่ก็รู้สึกเศร้า น้องชินนี้ทำพี่อินอีกแระ

ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆ นะค่ะ

#37 By themoonlight on 2012-01-21 23:53

น้ำตาซึมเลย TT

#38 By LadiizzYS (192.168.18.51, 183.89.1.223) on 2012-01-24 14:12

ชอบอ่า

#39 By eurekazy on 2012-03-02 19:20

ไรเตอร์ ปวดตา น้ำาไหลอีกแล้ว
มีความสุขจัง แต่มันก็ทรมานที่คนที่เรารักจากไป
มันเปนเวลาช่วงวัยเด็ก อ่านแล้วรู้สึกดี มีความสุขไปด้วยจริงๆนะ
มันสบายใจยังไงไม่รู้ แต่มานั่งร้องไห้ตอนจบเนี่ยนะ -___-;;
ไรเตอร ใจร้ายไปแล้ว คิดถึงพี่ซึงเลย ?5555

#40 By guzz (118.173.84.32) on 2012-03-06 19:37

ชอบฟิคสีเทาของพี่ชินจังค่ะ^^ แต่เรื่องนี้อ่านแล้วรู้สึกว่าต่างจากเรื่องอื่นๆ คืออ่านแล้วรู้สึกอบอุ่น รู้สึกมีความสุขค่ะ ถึงจะเป็นฟิคเศร้าแต่มันน่ารักมากเลยค่ะ :)
ที่จุนฮยองไม่เศร้าที่ฮยอนซึงจะจากไปเพราะเข้าใจว่าจะเจอฮยอนซึงได้อยู่หลังสายรุ้งเสมอ

ฟ้าหลังฝนที่สดใสไปด้วยสายรุ้ง
ฟ้าหลังฝนที่จุนฮยองเห็นแล้วรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่มองมัน

ถึงแม้ฮยอนซึงจะจากไป แต่ความรักของฮยอนซึงไม่จากไป ทุกครั้งที่จุนฮยองเห็นสายรุ้งก็จะได้รับความรักจากฮยอนซึง^^ ยังไงก็ดูแลลูกแมวทั้งสามตัวให้ดีนะจุน มันอาจเป็นความรักที่จางฮยอนซึงมอบให้นายก็ได้ :))

ฟิคนี้อ่านแล้วทำให้มีความสุขจนยิ้มออกมา แต่ก็อ่านแล้วทำให้เศร้าจนร้องไห้ด้วยค่ะ
ชอบฟิคพี่ชินมากเลยค่ะ สู้ๆนะคะ ^^

#41 By Alpha (180.180.69.242) on 2012-04-03 22:56

สวัสดีค่ะไรเตอร์ ~

เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้อ่านฟิค จุนซึง ในนี้เลยอ่ะค่ะ

5555555 แต่เราชอบมากๆ ๆ เราชอบเรื่องนี้นะ

ถึงมันจะเศร้าก็ตาม TT

#42 By T.Be PiKaJuN on 2012-04-21 20:29

ชิน View my profile

Recommend