[FIC]LOVE IS? ,,เขาทำผมท้อง (part11)
posted on 21 Aug 2011 01:21 by chibi-uchi
So, reader discretion is advised.
ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงแต่อย่างใด โปรดโช้วิจารณญาณในการอ่าน
Title : LOVE IS?
Author : shinsh
Part : 11
“ลุง ขอเพิ่มอีกแก้วดิ” ผมตะโกนบอกลุงเจ้าของร้านให้เติมเหล้าปั่นที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อ่อนๆ เพิ่มเป็นครั้งที่สาม
อย่าสงสัยทำไมยัง โยซอบมานั่งผลาญเงินอยู่ที่ร้านเล็กๆ ข้างทางแบบนี้ ทั้งๆ ที่ผมอยู่ในช่วงเก็บเงินอย่างหนักเพราะดงอุนใกล้จะเข้ามหาลัยแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีโปรโมชั่นว่าถ้าดื่มเกินสิบแก้วแล้วไม่ต้องจ่ายเงินผมก็ไม่มานั่งกินหรอก
ที่ผมมานั่งดวดแอลกอฮอล์(แบบอ่อนๆ) ก็เพราะช่วงนี้ผมมีเรื่องให้กลุ้มอ่ะ เป็นเรื่องที่คิดเท่าไรก็คิดไม่ตก
แรกๆ ผมก็ไม่คิดจะเก็บเอามาใส่ใจหรอกนะ แต่เพราะว่ามันมีเหตุการณ์กระตุ้นให้ผมเริ่มตระหนักตั้งแต่เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่สิ….
มันเริ่มจากตอนที่ผมกำลังจะกลับบ้านหลังจากช่วยคุณเจ้าของร้านทำงานเสร็จ แล้ว ตอนนั้นผมกำลังจะเดินไปรอรถเมล์ที่ป้าย พยายามทำมึนไม่สนใจไอ้คุณลูกค้าประจำที่อยู่จนร้านปิดตลอดเหมือนอย่างเคย
แต่ว่าอยู่ดีๆ ผมก็เดินไปไม่ถึงป้ายอย่างนั้นล่ะ ก็เพราะมีมือของใครก็ไม่รู้ฉุดผมไว้น่ะสิ
แทบไม่ต้องเดาผมก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าคนคนนั้นเป็นใคร
“นี่ก็สองอาทิตย์กว่าแล้ว นายยังไม่ยอมให้ฉันไปส่งที่บ้านอีกรึไง” คนตัวสูงเอ่ยถามผม น้ำเสียงรีบร้อนนั้นแทบจะตะคอกเลยด้วยซ้ำ ราวกับคนพูดอัดอั้นมานานอย่างนั้นแหละ
ผมมองตอบดวงตาชั้นเดียวด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มแก่… เวลานี้ไม่ใช่เวลาทำงาน ผมไม่จำเป็นต้องป้อนยิ้นการค้าให้ใครอีกแล้ว
…ผมไม่เข้าใจยุน ดูจุนจริงๆ
ไม่เข้าใจว่าจะมาทำไมนักหนา ร้านกาแฟที่ดูยังไงหมอนี่ก็แทบไม่ชอบกาแฟเลยด้วยซ้ำ พายสับปะรดที่สั่งมาพอกินกันเป็นครอบครัวได้ หมอนี่ก็ยังคงสั่งทั้งที่พอเอาจริงๆ แล้ว หมอนี่กินไม่เคยถึงหนึ่งถาดเลยด้วยซ้ำ
ไหนจะไอ้การตามตื๊ออาสาไปส่งผมที่บ้านนี่อีกล่ะ
หรือหมอนี่จะสงสารผมจริงๆ เลยจะช่วยประหยัดค่ารถเมล์?
จะยังไงก็ช่างเถอะ ไม่ว่าคิดยังไงผมก็ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของอีกคนอยู่ดี
“ปล่อยฉันได้แล้ว เดี๋ยวตกรถ” ผมว่าพลางใช้มืออีกข้างแกะมือที่เริ่มจะจับผมแน่นขึ้น
“ถ้างั้นนายก็ให้ฉันไปส่งเลยสิ จะได้ไม่ต้องไปนั่งรอให้เสียเวลา” ยุนดูจุนพูดสิ่งที่ผมไม่เข้าใจอีกครั้ง
“ปล่อยเถอะ ฉันเหนื่อย อยากกลับบ้านแล้ว” ผมตัดสินใจพูดในที่สุด สะบัดมือของอีกคนออกจากข้อมือของผม แล้วหันหลังเดินลิ่วไม่สนใจอีกคน
“นี่นายยังไม่เข้าใจอะไรอีกรึไง โยซอบ!”
หมอนั่นไม่ได้เดินตามแต่กลับตะโกนตามหลังมา
“โยซอบ ยังไม่เข้าใจอีกรึไงว่าฉันจีบนาย!”
กึก!
ฝีเท้าผมหยุดชะงักทันที สมองเกือบรวนไปหมดเมื่อได้ยินอย่างนั้น และชั่วเสี้ยววินาทีที่จะทันให้อีกคนได้สังเกตเห็นท่าทางที่แปลกไปของผม ผมก็วิ่งออกมาจากตรงนั้นด้วยความรวดเร็ว
….ตั้งแต่นั้นมาผมก็คิดไม่ตกเลยล่ะ
เอาจริงๆ ผมก็รู้ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าไอ้อาการตามตื๊อของอีกคนนี่มีจุดประสงค์อะไร
แต่เพราะเรื่องอย่างนั้นมันเป็นไปได้ยากสำหรับคนที่มีเคยมีความสัมพันธ์ ชั่วข้ามคืนกัน (แบบเข้าใจผิดว่าเป็นอีกคนด้วย) ผมก็เลยไม่อยากจะคิด
แล้วนี่อะไร?
ทำไมนายยุน ดูจุนอะไรนั่นต้องมาบอกผมอย่างนี้ด้วย
ผมสับสนนะรู้มั้ย T_T
เกิดมายังโยซอบเคยชอบใครจริงๆ จังๆ ซะที่ไหน เวลาคนมีความรักเขามีอาการยังไงผมไม่รู้หรอก
ไอ้อาการใจเต้นนี่ใช่ความรักรึเปล่าล่ะ? ผมไม่รู้หรอก
ก็ตอนผมรักเงิน ผมก็ไม่เห็นมีอาการอย่างนี้นี่… มันก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจบ้างอ่ะนะ เวลาที่รู้ว่าจะได้เงิน
แต่ไอ้ที่เรียกว่า หวั่นไหว นี่ล่ะ? มันใช่รึเปล่า
รู้สึกแปลกๆ กับอีกคน เลยทำเป็นไม่สนใจ มันเรียกว่ารักงั้นเหรอ?
ผมไม่รู้หรอก
….ทำไมไอ้เรื่องความรู้สึกสำหรับยัง โยซอบมันยากกว่าการนั่งคำนวณโจทย์เลขอีกนะ T_________T
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“กวนตีนนะมึงอ่ะ” อยู่ดีๆ ไอ้จุนฮยองที่นั่งบนโต๊ะมาหินอ่อนฝั่งตรงข้ามของผมก็พูดอย่างนั้น
เอ้า กูนั่งของกูดีๆ ยังไม่ทันทำอะไร ไอ้คนหน้าตายที่อยู่ดีๆ ก็ปล่อยมาออกจากปากใส่คนอื่นเนี่ย ไม่เรียกกวนตีน? =_=
“อะไรของมึง กูนั่งอยู่ของกูดีๆ นะเนี่ย” ผมตอบอีกคนไป แต่แปลกที่ไม่ได้รู้สึกใส่ใจโกรธอะไรมันเหมือนอย่างแต่ก่อน
“นั่งดีๆ อะไร ทำตัวอย่างกับผีเข้า มึงนั่งยิ้มอยู่คนเดียวมาทั้งวันมึงรู้ตัวป้ะเนี่ย?” ไอ้จุนฮยองก็พูดเวอร์ ผมจะนั่งยิ้มทั้งวันได้ไง นี่เพิ่งเจอหน้ากันได้ไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ
เพราะมีเรียนตอนเช้า วันนี้ผมกับมันเลยได้มานั่งลอยคออยู่แถวโต๊ะม้าหินอ่อนใต้คณะ เพราะวิชาต่อไปมีเรียนตั้งตอนบ่ายนู่น
ว่าแต่นี่ผมนั่งยิ้มมาตลอดเลยเหรอ?
“มึงมีอะไรลืมบอกกูรึเปล่า ทำตัวอย่างกับคนมีความรัก” ไอ้เพื่อนหน้าหล่อแต่กวนตีนถามผมอีกครั้ง ไม่ลืมใช้ขาหลังของมันสะกิดเบาๆ ที่ขาผมเป็นการเรียกร้องความสนใจด้วย
“แหม คุณมึงพูดอย่างกับคุณมึงรู้จักความรักเนาะครับ” ผมประชดไอ้จุนฮยองไปด้วยการกวนอารมณ์สุดติ่ง หน้าไอ้หล่อปากหมานี่แทบจะหงิกเลยที่โดนผมพูดอย่างนั้น
“อย่าบอกนะว่ามึงได้ไอ้เด็กนั่นแล้ว”
อืม สมกับที่เป็นเพื่อนคุณกูว่ะครับ รู้ใจกันดีจัง เดาออกว่าผมอารมณ์ดีเพราะใคร แต่ผิดไปหน่อย…
“เด็กที่มึงปล้ำผิดคนไปเมื่อตอนงานวันเกิดฮยอนซึงใช่มั้ย? ตื๊อจนได้แล้วรึไง”
“พูดหมาๆ กูยังไม่ได้เค้าสักหน่อย” เอ่อ หมายถึงตั้งแต่เรื่องเข้าใจผิดครั้งนั้นน่ะครับ….
“เอ้า ก็กูเห็นมึงนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กูก็นึกว่าได้เขาแล้วซะอีก” ไอ้จุนฮยองว่าพลางส่งยิ้มกวนอารมณ์สุดติ่งมาให้ผม
ทำนองนี้ก็เหมือนจะเยาะเย้ยผมกลายๆ แหละครับ
ก็มีอย่างที่ไหนล่ะ ยุน ดูจุนตาจีบคนเป็นเดือน แต่ยังไม่ได้เขาสักที!
“ตอนนี้กูยังไม่ได้ แต่กูว่าอีกไม่นานได้แน่”
กึก!
ผมตั้งใจจะตอบไอ้จุนฮยองไปให้มันเลิกทำหน้าเยาะเย้ยผมสักที แต่ดันเป็นจังหวะเดียวกับที่ผมเพิ่งสังเกตได้ว่ามีคนที่ทำให้ผมนั่งยิ้มอยู่ คนเดียวยืนอยู่ด้านหลังพอดี
“โยซอบ…” ผมเรียกชื่ออีกคนด้วยเสียงขาดห้วง
ใครจะไปคิดล่ะครับว่าคนที่ว่านี่จะยอมมาปรากฎตัวให้ผมเห็นโดยไม่ต้องตามตื๊อ แถมทำท่าอย่างกับมีเรื่องจะคุยกับผมอีก
“ผมเอาเสื้อผ้าที่เคยยืมไปมาคืนคุณ”
คนตัวเล็กพูดเท่านั้นก่อนจะหันหลังเดินกลับไปไม่ทันให้ผมได้ตั้งสติ
“นี่ โยซอบ!” ผมลุกตามอีกคนไปแทบจะในทันที
นี่คงไม่ใช่นิยายน้ำเน่าหรอกใช่มั้ยครับ? บอกผมที
อย่าบอกนะว่าอีกคนมาได้ยินที่ผมพูดกับไอ้เพื่อนปากหมาเมื่อกี้ แล้วเกิดงอนขึ้นมาน่ะ!
ยังไม่ได้ก็จะเสียแล้วมั้ยล่ะ ยุน ดูจุน!
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จุนฮยองนั่งมองเพื่อนที่เอาแต่นั่งยิ้มอยู่คนเดียวมาตลอดวันกำลังวิ่งตามเด็กปีหนึ่งไปอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไร
มีที่ไหนล่ะคนอย่างไอ้ดูจุนวิ่งตามตื๊อเด็กต้อยๆ อย่างนั้นน่ะ
ยิ่งไอ้อาการนั่งเพ้อ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียวนั่นอีก พอเห็นเพื่อนที่ทำตัวเสเพลคั่วคนไม่ซ้ำหน้าไปวันๆ มาทำท่าทีอย่างนี้แล้วก็ขนลุก
หายากยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์อีกนะเนี่ย
ร่างสูงตั้งใจจะฟุบหลับฆ่าเวลาแต่ก็ต้องหยุดความคิดเมื่อเห็นรถคันคุ้นตา ขับมาจอดเทียบหน้าคณะ พร้อมกับร่างของใครอีกคนลงมาจากรถคันนั้น
แล้วก็แทบจะในทันทีที่เห็น จุนอยองผุดลุกขึ้นเดินตามให้ทันร่างบางที่กำลังเดินขึ้นบันไดไป
“ฮยอนซึง!” คนตัวสูงร้องเรียก เจ้าของชื่อหยุดก้าวขึ้นบันไดแล้วหันมามองทางต้นเสียงแบบแปลกใจเล็กน้อย
จุนฮยองเดินตามขึ้นไปจนถึงจุดพักระหว่างชั้นของบันได
“มีอะไร” เจ้าของริมฝีปากบางเอ่ยถาม พลางหลบสายตาช่างสังเกตของอีกคน
“นายเป็นอะไร ทำไมช่วงนี้ไม่ค่อยมาที่คณะ”
“ก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่” ฮยอนซึงบอกปัด พยายามถอยหลังหนีอีกคนที่เริ่มเข้ามาประชิดตัวเองมากเกินไป
“คิดว่าฉันรู้จักนายมากี่ปีกันฮยอนซึง ทำไมฉันจะดูไม่ออก นายร้องไห้ทำไม”
จุนฮยองถามถึงอาการตาบวมที่ถูกกลบด้วยแป้งฝุ่นบางๆ ซึ่งถ้าไม่สังเกตก็คงไม่เห็น แต่สำหรับจุนฮยองที่รู้จักฮยอนซึงดีกว่าใครแล้วสิ่งนั้นมันเด่นชัดยิ่งกว่า อะไร
“ฉัน…”
ฮยอนซึงหลบสายตา รู้สึกอึดอัดที่ราวกับคนตรงหน้าอ่านเขาออกไปหมด
“ฉัน…”
“พี่ฮยอนซึง!” เสียงร่าเริงดังขึ้น หยุดคำพูดของร่างบางไว้แค่นั้น ร่างสองร่างที่ยืนอยู่ด้วยกันหันมองไปตามเสียงก่อนจะพบกับคนตัวเล็กเจ้าของ เสียงใสกำลังเดินตรงมาทางพวกเขาสองคน
“พี่ฮยอนซึงอยู่กับพี่จุนฮยองนี่เอง ผมตามหาซะให้ทั่วเลย” อู ซองฮยอนพูดพลางใช้แขนข้างหนึ่งควงร่างบางไว้ คนตัวเล็กเดินนำอีกคนไปที่ม้าหินอ่อนใต้คณะ แน่นอนว่าจุนฮยองก็ต้องเดินตามมาด้วย
“พอดีผมไปเจอร้านเค้กร้านนึงมา อร่อยมากเลยนะ ผมกินแล้วคิดถึงพี่เลย ผมก็เลยซื้อมาฝาก พี่ต้องชอบมันแน่ๆ เลย” เควินว่าพลางวางถุงพลาสติกที่มีเค้กอยู่ในนั้นสองสามกล่องลงบนโต๊ะ จัดแจงให้ฮยอนซึงก่อนจะเงยหน้าขึ้นเรียกอีกคน “พี่ก็มากินด้วยกันสิฮะ ไม่ต่องห่วงน้า ผมเตรียมโค้กมาเผื่อพี่แล้ว”
คนตัวเล็กออกปากชวนแฟนตัวเอง ก่อนที่จุนฮยองจะนั่งลงตามที่บอก
จากที่จะถามไถ่อีกคนเรื่องที่คาใจกลายเป็นว่าตลอดช่วงเวลานั้น จุนฮยองใช้เวลาไปกับการหยอกล้อคนตัวเล็กซึ่งเป็นแฟนของตัวเองไป
ไม่ได้สังเกตหรอก สายตาที่มองพวกเขาซึ่งแปลกไปจากเดิมของฮยอนซึง…
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“ยัง โยซอบ นายหยุดก่อน!” ไอ้แก่นั่นเรียกชื่อผมอีกครั้ง
ฮึ่ย! วันนี้ขาผมมันเป็นอะไรเนี่ย ชาๆ เหมือนจะก้าวไม่ออก ไม่ทันใจเลย เดี๋ยวก็โดนตามทันพอดี
นี่มันวันซวยอะไรของยัง โยซอบเนี่ย!
ไม่รู้วันนี้ตัวเองนึกบ้าอะไรถึงได้ตื่นแต่เช้าเพื่อมามหาลัยทั้งที่มี เรียนตั้งบ่าย แค่เพราะจะเอาเสื้อผ้าที่เคยยืมอีกคนไปแล้วไม่ได้คืนมาคืนให้
แล้วก็คิดจะหาเรื่องชวนคุยหน่อยเท่านั้นแหละ…
ใครจะไปคิดเล่าว่าจะมาเจอประโยคเด็ดที่กำลังพูดถึงตัวเองอย่างนี้
“นี่ นาย หยุดก่อนสิ” ไอ้แก่นั่นรั้งผมไว้ด้วยคำพูดก่อนจะทำให้ผมหยุดได้ด้วยกำลัง
ผมหยุดฝีเท้าลงเมื่ออีกคนคว้าข้อมือของผมไว้ได้ มันรู้สึกเหนื่อยๆ ไม่มีกะใจจะสะบัดหนียังไงก็ไม่รู้
“รุ่นพี่มีอะไรเหรอครับ” ผมตอบกลับอีกคน ซึ่งไอ้คนที่ผมเรียกว่ารุ่นพี่ก็ทำหน้าไม่เข้าใจทันที
“นายทำไมเปลี่ยนคำเรียกอย่างนั้นล่ะ” ยุน ดูจุนว่าแต่ก็ยังไม่ปล่อยมือจากผม
ก็หมอนี่เป็นรุ่นพี่ ผมก็เรียกรุ่นพี่ก็ถูกแล้วนี่ ไม่ใช่คนใกล้ชิดอะไรให้แทนตัวว่าฉันกับนายสักหน่อย!
“รุ่นพี่มีธุระอะไรรึเปล่าครับ เรื่องเสื้อผ้า ผมถือว่าผมเป็นคนยืมมาเอง แล้วก็คืนช้าไปด้วย เพราะฉะนั้นค่าซักรีดไม่ต้องไปสนใจมันหรอกครับ”
ยุน ดูจนทำหน้าไม่พอใจผมอีกครั้ง เหมือนกับตอนที่เจอกันที่บอร์ดประกาศรับหางานเลย แต่ช่างเถอะ ผมสนใจซะที่ไหน
“โยซอบ นี่นาย…”
“โยซอบ!” ไม่ทันที่ไอ้คุณรุ่นพี่จะได้พูดต่อ เสียงใสกังวานของใครอีกคนก็เรียกผมแต่ไกล
จะใครซะอีกล่ะครับ ก็อี กีกวังผู้ดีกับผมเสมอต้นเสมอปลายไง!
“นายมาซะเช้าเลย ทำไมไม่ปลุกฉันบ้าง” กีกวังว่าพลางทำหน้างอนอย่างน่ารัก ขอโทษเหอะ ต่อให้ผมไม่คิดอะไรกับเพื่อนคนนี้แต่ก็ใจกระตุกว่ะครับ
“ทำไมไม่ปลุก? …นี่พวกนายอยู่ด้วยกันรึไง” แล้วคนที่เหมือนโลกจะลืมไปแล้วก็ว่าขึ้นมา
กีกวังกระพริบตาปริบมองผมทีสลับกับดูจุนที
“ใครเหรอ…”
“รุ่นพี่ที่คณะน่ะ …ใช่ครับผมอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นช่วยปล่อยมือผมด้วยพวกผมมีธุระต้องไปทำกัน” ผมตอบคำถามกีกวังก่อนจะตอบคำถามของดูจุน
แล้วก็ไม่ต้องรอให้ผมแกะมือของดูจุนออก เป็นกีกวังต่างหากที่คว้าข้อมือผมมากุมไว้เอง
“ผมขอโทษนะครับ รุ่นพี่ แต่พวกผมมีธุระกันจริงๆ” กีกวังบอกอีกคนพลางยิ้มหวาน กุมมือผมไว้แล้วดึงให้เดินออกมาทั้งอย่างนั้น
“เขารังแกนายเหรอโยซอบ” หลังจากเดินพ้นมาไกลกีกวังก็หยุดอยู่ที่ร้านเค้กแถวมหาวิทยาลัยก่อนจะเอ่ยถามผมด้วยสีหน้าจริงจัง
นี่อย่าบอกนะว่าที่อยู่ดีๆ ทำทีเป็นเล่นละครช่วยผมเนี่ย เพราะอีกคนคิดว่าผมโดนแกล้งอยู่จริงๆ =___=;;
“เปล่าหรอก” ผมตอบไปสั้นที่สุด เพราะไม่รู้จะตอบอะไรอีก
“เขามาทวงหนี้นายรึเปล่า เจ็บตรงไหนหรอ นายมีคืนเขาไหม เท่าไรล่ะ ฉันพอช่วยออกก่อนได้นะ” แล้วเพื่อนผู้แสนดีก็เอ่ยคำถามเป็นห่วงเป็นใยผมมาอีกเป็นชุด
ผมมีคนดีๆ อยู่ตรงหน้านี้แท้ๆ …
มัวไปหลงผิดหวั่นไหวกับไอ้คนที่หวังแค่อยากได้ผมไปนอนด้วยทำไมนะ…
ผมยิ้มฝืนๆ เพื่อให้กีกวังรู้สึกสบายใจว่าผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ
…ซะที่ไหนล่ะ
ทำไมทั้งที่คิดอย่างนั้น แต่ผมหยุดหวั่นไหวกับคนคนนั้นไม่ได้สักที T_T
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“กวนตีนนะมึงเนี่ย” จุนฮยองเอ่ยทักผมอีกครั้ง ไม่ต่างจากตอนกลางวัน เออ เอากับมันสิ อยู่เฉยๆ ก็พูดอย่างนี้อีกละ
นี่ผมฟังผิดรึเปล่าเนี่ย? หรือว่าคำว่ากวนตีนของจุนฮยองเป็นคำชมแปลว่าว่าหล่อ มันถึงพูดกับผมอย่างนี้ทั้งวัน??
“กูไปกวนเบื้องบาทามึงเรื่องอะไรอีกล่ะ” ผมตอบไป แต่ด้วยอารมณ์ที่แตกต่างจากเมื่อตอนกลางวันลิบลับ
ทำไมรู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ อย่างนี้ก็ไม่รู้
“เมื่อกลางวันนี่ทำหน้าเป็นหมาได้ข้าว ตอนนี้มึงกลับทำหน้าเป็นหมาอดแดกข้าวไปซะงั้น” ไอ้จุนฮยองว่าพลางหยิบเหล้าดีกรีสูงขึ้นจิบ
วันนี้ผมกับมันนัดกันแบบไม่ได้นัดหมาย อยู่ดีๆ ก็อยากเรียกหาแอลกอฮอล์มาดับอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมา ผมเลยโทรหามันเพราะผมมาดื่มข้างนอกคนเดียวคงไม่ได้กลับบ้านกันพอดี ก็ผมเคยบอกไปแล้วนี่ ผมน่ะคอแข็งซะที่ไหน
แต่เหมือนฝนตกขี้หมูไหล คนหล่ออิ๊บอ๋ายอย่างพวกผมถึงบังเอิญเจอกันที่ร้านเหล้าพอดี ตอนนี้ผมก็เลยนั่งดื่มอยู่กับมันนี่ล่ะ
“ว่าแต่กู มึงเหอะ ไปอดแดกข้าวมารึเปล่า มานั่งแดกเหล้ากับกูเนี่ย” ผมสวนกลับเพื่อนหน้าหล่อ ณ นาทีนี้ไม่มีอารมณ์อธิบายเรื่องราวของตัวเองจริงๆ
รอเมาก่อนเถอะ เดี๋ยวเช้าต่อมามันก็รู้เองว่าผมกังวลเรื่องอะไร
“กูไม่ได้อด กูรู้สึกว่าอิ่มแล้ว แต่กูแดกผิดจาน” ไอ้จุนฮยองว่า เรียกความแปลกใจจากผมได้เป็นอย่างดี
นี่ระดับน้องเควินสุดฮอตไอ้จุนฮยองมันยังว่าแดกผิดจานอีกเหรอ!! เหลือเชื่อว่ะครับ!
“แล้วทำไมมึงไม่ทิ้งจานเก่าไปให้หลุดล่ะ ล้มเลิกทำไม” ผมว่าพลางจิบเหล้าไปด้วย (อย่างยุน ดูจุนดื่มรวดเดียว เกาหลีก็แผ่นดินไหวพอดีสิวะครับ)
“กูทิ้งไม่ได้”
“มึงรักเค้า?”
“…” ไอ้จุนฮยองเงียบ อารมณ์นี้ก็คงไม่อยากให้ถามอีกนั่นแหละ
“คิดไรมากวะ ถ้ากูเป็นมึง กูคงหาจานใหม่แดกแก้เบื่อไปแล้วล่ะ” ผมตอบไปอย่างที่คิด
ไอ้จุนฮยองชะงัก…
“งั้นคืนนี้มึงกลับบ้านเองแล้วกันนะ”
“มึงว่าไงนะ” ไม่ต้องรอให้ผมตกใจจนสร่างเมาหรอก ไอ้จุนฮยองทิ้งเงินค่าเหล้าไว้ก่อนจะเดินออกจากร้านไปไม่ทันให้ผมตามทัน
ประเสริฐจังเลยมึง!
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ครืดดดด~ ครืดดดด~
“ฮัลโหล” ริมฝีปากบางกรอกเสียงไปตามสายหลังจากเจ้าเครื่องมือสื่อสารทรงสี่เหลี่ยมสั่นอยู่นาน
[ฮยอนซึง] แค่เสียงเรียกชื่อของตัวเอง คนตัวบางก็รับรู้ได้ว่าที่อีกปลายสายเป็นใคร
“มีอะไร” ฮยอนซึงตอบไป ราวกับไม่อยากคุย ทั้งที่ใจจริงแล้วคนตื่นเต้นที่อีกคนโทรมาด้วยซ้ำ
[ตอนนี้นายอยู่ที่คอนโดใช่มั้ย] คนที่ปลายสายถาม
“ใช่”
[อยู่คนเดียวรึเปล่า ฉันจะไปหานาย] คนโทรมาพูดอย่างเอาแต่ใจ
“เปล่า ฉันอยู่กับพี่จียง” ฮยอนซึงเม้นปากแน่น
[งั้นก็ไล่กลับไปซะสิ]
จุนฮยองพูดไว้แค่นั้นก่อนจะตัดสายไป ฮยอนซึงมองเครื่องมือสื่อสาร ทบทวนสิ่งที่เพิ่งได้ยินอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
ให้ไล่แฟนตัวเองกลับไปเพื่อจะเจอนายนี่นะ…
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“เอาน่า เจ้าของร้านเขาก็ใจดีเลี้ยงข้าวพี่ฟรีด้วยแหละ ไม่ต้องห่วงนะ” ผมกรอกเสียงไปตามสาย
เพราะคืนนี้คงต้องอยู่ช่วยเก็บร้านจนดึก เจ้าของร้านเลยออกปากให้ผมนอนพักที่นี่ไปเลย ผมเลยโทรไปบอกกีกวังกับน้องไม่ให้เป็นห่วง จะได้ไม่ต้องนั่งรอผมกันจนดึกแล้วเผลอหลับไปอย่างทุกทีอีก กลับบ้านไปต้องเจอสองคนนี้นั่งหลับหัวพิงกันอยู่ที่โซฟาทุกทีเลย
กีกวังกับน้องบอกราตรีสวัสดิ์ผม ก่อนที่ผมจะกดวางสาย เอาเจ้าโทรศัพท์ใส่กระเป๋า แล้วเริ่มยกพวกลังเหล้าเปล่าไปเก็บหลังร้าน
งงกันสินะครับว่าทำไมร้านกาแฟถึงมีลังเหล้าเปล่าๆ ด้วย
คำตอบก็คือเพราะมันไม่ใช่ร้านกาแฟน่ะสิครับ…
ผมเลิกทำงานที่ร้านนั้นแล้วล่ะ เพิ่งไปลาออกมาเมื่อกลางวันนี้นี่เอง
ไม่ได้ตั้งใจหลบหน้าใครหรอกนะ แค่ตัดสินใจแล้วว่าการทำงานร้านเหล้าที่ได้เงินดีกว่าคงไม่เสียหายอะไรมาก แค่ต้องทนกับพวกขี้เมาแล้วอาจจะต้องทำงานดึกหน่อยก็แค่นั้นเอง อีกอย่างผมก็ทำที่นั่นครบเดือนแล้วด้วย ไม่ได้ออกมากะทันหันสักหน่อย
“ไอ้เพื่อนเฮงซวยเอ้ย~~~~~~~ “
อืม =_______= ไอ้ขี้เมาที่ไหนมาอ้วกหลังร้านอีกล่ะ
ผมเดินเอาลังเปล่าไปเก็บไม่สนใจตาแก่ขี้เมาที่ไหนไม่รู้ที่เดินโซเซอย่างกับเกาหลีเกิดแผ่นดินไหว
“ไอ้ฟายยยย มาแดกเหล้าด้วยกันแต่ดันทิ้งกู ฮือออ” ตาลุงนี่เริ่มเมาหนักแล้วล่ะผมว่า
เพราะหลังร้านไม่ค่อยมีไฟ ความมืดเลยทำให้ผมมองหน้าตาลุงขี้เมาได้ไม่ชัด แต่เสียงที่โวยวายเนี่ย คุ้นๆ ชอบกลนะ =_=
“จุนฮยองมันใจร้ายยยยยย ไอ้บ้า ทำไมเกาหลีแผ่นดินไหวอีกแล้ววะเนี่ย ยุน ดูจุนยืนไม่ได้เว้ย”
ชัดละ… พอจะนึกออกละว่าไอ้คนที่ยืนโวยวายเมาไม่เป็นท่านี่เป็นใคร
ผมเข้าไปมองหน้าคนคนนั้นใกล้ๆ ก่อนจะแน่ใจด้วยประโยคถัดไปของอีกคน
“อ้าว นาย ยางซอบ” หมอนั่นเรียกชื่อผมแบบไม่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าไร ก่อนจะเซถลาเข้ามาแบบไม่ให้ผมได้ตั้งตัว
“ออกไปเลยนะ นายตัวหนัก” ผมพยายามพูดกับคนที่แทบจะล้มทับผมทั้งยืน
เออ แต่ผมคงลืมไป คุยกับคนเมารู้เรื่องได้ก็คงคุยกับหมีแพนด้ารู้เรื่องแล้วล่ะมั้ง!
ว่าแต่นี่มันเป็นเพราะ โลกกลม? บังเอิญ? หรือพรหมลิขิต? เอาเหอะ ถือว่าเป็นดวงที่ผมต้องมาเจอเจ้าหมอนี่ก็แล้วกัน!
เมาเละอย่างนี้ไม่นอนให้หมามาฉี่ใส่ก็คงแข็งตายนั่นแหละ เฮ้อ เพราะว่าสงสารหรอกนะ
ผมดันดูจุนให้พิงตัวกับผนังของตึก แล้วค้นกระเป๋ากางเกงของอีกคน
“ทำอารายอ่ะ นี่อย่าบอกนะว่าจะขโมยตังค์ฉัน” ดูจุนพูด
อืม ขนาดเมายังเห่าได้อีก สมควรละที่เป็นเพื่อนกับรุ่นพี่ลีจุน
“อยู่เฉยๆ ได้มั้ย” ผมว่าพลางค้นกระเป๋าของหมอนั่น กึ่งแบกกึ่งลากหมอนั่นมาที่ถนนเพื่อโบกรถแท็กซี่
“ช่วยไปส่งที่นี่หน่อยได้มั้ยครับ” ผมพยายามอธิบายกับโชเฟอร์ แต่ดูเหมือนไอ้หน้าไม่รับแขกนั่นจะไม่ค่อยอยากพาคนเมาไปส่งเท่าไร
“พ่อหนุ่มก็นั่งบอกทางไปด้วยไม่ได้เหรอ” ตาลุงคนขับว่า
ผมถอนหายใจ …ให้มันได้อย่างนี้สิ =_=
“ฮัลโหล เจ้านายครับ คือผมติดธระด่วน คงกลับไปทำงานต่อไม่ได้…”
[…]
“อ่า ครับ ไว้ผมจะแวะไปเอาของของผมทีหลังนะครับ” ผมกดวางสายหลังจากโทรบอกเจ้านายใหม่
ก็พอจะรู้อยู่แล้วแหละ เจออย่างนี้ก็โดนไล่ออกตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานเลย
จำไว้นะยุน ดูจุน ทำคนอย่างฉันซวยซ้ำซ้อน เอาคืนได้เมื่อไร จะไม่ให้มีมรดกเหลือถึงลูกถึงหลานแน่!
สุดท้ายผมก็บอกทางลุงคนขับแท็กซี่จนพาดูจุนมาถึงบ้าน (อืม ความจริงผมเรียกมันว่าคฤหาสน์อ่ะนะ) ได้สำเร็จ
นี่ นายนี่รวยอย่างเดียว แต่ไม่จ่ายค่าจ้างให้แม่บ้านกับคนงานรึเปล่าเนี่ย ตั้งแต่ก้าวเข้าประตูบ้านมา ไม่มีใครมารับไอ้ร่างยักษ์นี่ออกไปจากผมสักคน ดีแต่เปิดประตูให้แล้วบอก “เชิญค่ะ” แค่เนี้ย
ผมลากนายดูจุนขึ้นมาจนสำเร็จ
แต่โชคคงไม่เข้าข้างยัง โยซอบอีกแล้ว….
จังหวะที่ผมตั้งจะเหวี่ยงหมอนี่ลงเตียง จะได้รีบกลับไปง้อเจ้านายเพื่อขอทำงานใหม่สักที กลับกลายเป็นว่าเท้าผมพลิกเพราะรับน้ำหนักทั้งตัวของดูจุน
แล้วผมก็ล้มไปพร้อมกับหมอนั่นที่ล้มทับมาเต็มๆ!
“ลุกสิ!”
“อืม”
“ดูจุน ลุก!” ออกไม่ได้โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ลุกสิโว้ยยยยยยยย
“อืม อย่ากวนจะนอน”
นั่น เอากะมันสิ!
ยัง โยซอบคงบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่พยายามพูดกับคนเมา
ฮือ T-T นี่คืนนี้ผมต้องข่มตาหลับไปทั้งๆ อย่างนี้ใช่มั้ยเนี่ย…
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดดดดด~~
รถสปอร์ตสีน้ำเงินเลี้ยวเข้าลานจอดรถของคอนโดหรูอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นเสียงล้อเสียดทานกับพื้นถนนอย่างดัง ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่าคนขับนั้นเร่งรีบแค่ไหน
จุนฮยองลงมาจากรถก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าลิฟท์ไป มือแกร่งกดชั้นที่หมายที่จำได้ขึ้นใจอย่างรวดเร็ว
แล้วลิฟท์ก็มาหยุดอยู่ที่ชั้นที่เขาต้องการ ประตูห้องที่เขาไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาหลายปีแล้วถูกเปิดออกก่อนที่จะพบใคร อีกคนที่นั่งรออยู่ในนั้น
จุนฮยองระบายยิ้ม…
จาง ฮยอนซึงกำนั่งรอเขาอยู่เพียงคนเดียว
ไล่กลับไปแล้วสินะ คนรักของนายน่ะ….
--------------------------------------------TO BE CONTINUE-------------------------------------------
สวัสดีค่า >"< คัมแบคอีกแล้วคิดถึงกันบ้างรึเปล่า? XD
คิดถึงแฟนฟิคทุกคนมากเลยน้าาา ขอบคุณสำหรับคอมเม้นเมื่อตอนที่แล้วมากเลยค่ะ
อ่านไปก็ขำตัวเองไป ดองนานจริงอะไรจริง XD
ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามนะคะ :)
เนื้อเรื่องตอนนี้อืดไปรึเปล่า? เขียนไม่ดียังไงบอกได้น้า เราจะได้ปรับปรุงๆ
ตอนนี้เริ่มใกล้ความจริงเข้าไปทุกทีแล้ว โดยเฉพาะคู่จุนซึง และดูซอบ ฮ่าๆ
แม่ยกอุ่นกวังอย่าเพิ่งน้อยใจน้า ตอนนี้น้องอุ่นไม่ได้ออกเลย
คู่นี้เป็นคู่ที่เราตั้งใจจะให้เป็นไปอย่างเรียบที่สุดน่ะค่ะ เลยไม่มีปมอะไร โทษทีน้า ^^;
อย่าลืมติดตามตอนหน้านะคะ
แต่อย่างที่รู้ๆกัน คงนานหน่อย ฮ่าๆ
ตอนนี้คะแนนมิดเทอมออกแล้ว เราตกมีนวิชาแมทอีคอนแหละค่ะ ฮ่าๆ
แลดูชิลล์เนอะ XD มีเรื่องให้ต้องไฟท์ เลยอาจจะขาดๆหายๆไปอย่างเคย
แต่สารภาพเลยว่าไม่ใช่เพราะเรียนหนัก แต่ประเด็นคือขี้เกียจและเวินนี่แหละค่ะ
แทบจะเป็นมาโซไปแล้ว วันไหนไม่โดนแฟนฟิคจิกกัด กดดันให้แต่งฟิคนี่เหมือนขาดหายอะไรไป ฮ่าๆ
เดี๋ยวตามไปตอบเม้นที่กล่องเม้นของเอนทรีที่แล้วนะคะ ^^ ใครเม้นไว้ตามไปอ่านด้วยน้าาา
เอ้อ มีอย่างนึงที่อยากขอ เคยขอไปแล้วแต่หลายคนคงยังไม่ได้อ่าน
ใครที่เม้นไว้ ช่วยเขียนชื่อด้วยน้าาา เราอยากจำได้น่ะค่ะว่าใครเป็นใคร (เราอ่านทุกคอมเม้นจริงๆน้า ^-^)
สำหรับเราคอมเม้นคือกำลังใจอย่างดีเลยแหละค่ะ
ฮ่าๆ ไม่พูดมากแล้ว ไว้เจอกันตอนหน้านะ ทักทายทางทวิตเตอร์ได้เช่นเคยค่ะ
รักคนอ่าน❤
edit @ 21 Aug 2011 01:26:23 by ชิน

#1 By AMP (110.169.178.164) on 2011-08-21 02:15