[SF] That’s all I can. {Doojun x Yoseob} (Part3)

posted on 06 Jan 2013 22:57 by chibi-uchi directory Fiction, Asian
 

 

 

 

 

It's just a fanfic. I only own the plot and the characters not the boys.
So, reader discretion is advised.
I hope you like it. Comments and feedback are loved!
เรื่องที่ลงไว้ในบลอคนี้เป็นเพียง "แฟนฟิคชั่น" ซึ่งเกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่ง
ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงแต่อย่างใด โปรดโช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Title:  That’s all I can.

Author: shinsh

Paring: Doojun x Yoseob

Part: 3

 

 

 

เขา 

 

 

 

“อย่าเหม่อ ดูลูกด้วย!” เสียงสั่งอย่างน่าเกรงขามดังลั่นทั่วสนาม ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนแล้วแต่ที่สนามฟุตบอลของโรงเรียนยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน เนื่องจากเป็นเวลาเข้าชมรมของเหล่านักเรียน

 

“ดูจุน!” เสียงสมาชิกในทีมตะโกนเรียกเพื่อนที่วิ่งอยู่อีกฝั่งของสนาม หมายจะให้อีกคนรับลูกบอลจากตัวเอง

 

ดูจุนมองตามลูกกลมๆ ที่ถูกเตะส่งมาทางเขา แต่ด้วยจังหวะที่ผิดพลาดทำให้เจ้าลูกบอลกลมๆ นั้นหลุดออกนอกสนามไป คนในทีมได้แต่มองอย่างเสียดาย แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก เพราะนี่ไม่ใช่การซ้อมใหญ่ เป็นแค่การเล่นกันในทีมซึ่งมีรุ่นพี่คอยคุมเท่านั้น ยุน ดูจุนวิ่งตามลูกบอลกลมๆ ที่กลิ้งไปตามพื้นสนาม สายตาคมไล่ตามลูกบอลไปจนเมื่อมันหยุดอยู่ที่ปลายเท้าคนคนหนึ่ง

 

เพราะตั้งใจจะก้มเก็บลูกบอลโดยไม่ได้มองคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น เลยไม่ทันได้เห็นว่าอีกคนก้มลงเก็บเจ้าลูกบอลนั่นเหมือนกัน

 

“โอ้ย..!” เสียงร้องสองเสียงดังประสานกันทันที มือบางยกขึ้นจับหัวตัวเองที่กระแทกเข้าอย่างจังกับหัวของร่างสูง

 

ดูจุนเงยมองเจ้าของใบหน้าใสที่ปลายหางตามีน้ำรื้นขึ้นเล็กน้อย

 

“เป็นอะไรมากมั้ย” เพราะเป็นห่วงอีกคนที่ดูจะเจ็บมากกว่าเขา จึงเอ่ยถามและถือวิสาสะใช้มือแกร่งของตัวเองจับมือบางนั่นออกจากหัวเพื่อดูความบวมเป่งที่ทำให้อีกคนถึงกับน้ำตาเล็ด ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน

 

“มะ..ไม่เป็นไรครับ” เจ้าของริมฝีปากสีเชอร์รี่ตอบออกไปอย่างประหม่า ด้วยเพราะต่างไม่เคยรู้จักกัน เลยทำตัวไม่ถูกที่อีกคนแลดูเป็นห่วงขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เขาก็มีส่วนผิดเหมือนกันที่ไม่ดูให้ดี

 

“ไปห้องพยาบาลก่อนมั้ย” ผู้เป็นรุ่นพี่ถาม เพราะอีกคนใส่เครื่องแบบมัธยมต้นดูจุนเลยเดาออกว่าอีกคนอายุน้อยกว่าเขา ก็เขาอยู่ชั้นมัธปลายปีหนึ่งนี่นา

 

“มะ..ไม่เป็นไรครับ ผมต้องรีบไปติวกับเพื่อนน่ะ” คนตัวเล็กตอบ ดูท่าทางกังวลนั้นดูจุนก็ไม่อยากจะรั้งอีกคนไว้มาก เลยเลือกจะหลบทางให้มากกว่า

 

“เดี๋ยวก่อน…” ยังไม่ทันที่ร่างเล็กๆ นั่นจะก้าวพ้นสนามบอลเพื่อเดินไปยังโต๊ะม้าหินอ่อน เสียงอีกคนก็ร้องเรียก เจ้าของใบหน้าหวานที่ประดับด้วยพวงแก้มสีชมพูหันมาตามเสียงแล้วพบว่าเจ้าของเสียงเรียกเป็นคนที่เพิ่งโขกหัวกับเขาไปเมื่อกี้นี่เอง

 

“คะ..ครับ?”

 

“นายน่ะ ชื่ออะไร อยู่ห้องไหนเหรอ”

 

“เอ๋?”

 

“ตอบมาเถอะ”

 

ด้วยแววตาคาดคั้นแต่ดูไร้พิษภัยคนตัวเล็กจึงตะโกนตอบไปตามที่ร่างสูงร้องขอ

 

“ผม ยัง โยซอบ ปีสามห้อง C ครับ ไปก่อนนะครับ”

 

โยซอบไม่รู้หรอกว่าอีกคนถามชื่อตัวเองไปทำไม ก็จนเมื่อวันต่อมาที่สาวๆ ในห้องกรี๊ดกร๊าดเพราะดันมีรุ่นพี่มัธยมปลายในดวงใจเดินมาแถวตึกเรียนของชั้นมัธยมต้น แล้วโยซอบก็พบว่าเป็นคนเดียวกับที่ทำให้หัวเขาปูดบวมอย่างวันนี้นี่แหละ เขาถึงได้รู้วันนั้นว่ารุ่นพี่ชื่อยุน ดูจุน แล้วก็มาถามหาเขา ตามที่เขาบอกชื่อกับห้องไว้ เพียงเพราะอยากมาดูว่าหัวเขาหายบวมหรือยังเท่านั้นแหละ

 

คิดถึงตอนนั้นแล้วก็ขำๆ นะ ดูจุนไม่รู้ตัวหรอกว่าทำไมถึงจู่โจมคนตัวเล็กได้ขนาดนั้น คงเพราะเห็นใบหน้าน่ารักนั่นกำลังน้ำตาปริ่มเพราะเจ็บที่หัวโขกกับเขาล่ะมั้ง มันน่ามองซะจนเขาก็ลืมว่าหัวตัวเองก็ปูดนิดๆ เหมือนกัน รู้ตัวอีกทีก็ตะโกนถามออกไปแล้วว่าอีกคนชื่ออะไร เรียนห้องไหน แล้ววันต่อมา ก็หาข้ออ้างง่ายๆ ว่าเป็นห่วง แล้วตามไปเจออีกคนล่ะมั้ง

 

นั่นมันตอนเขาเริ่มรู้จักโยซอบ ถึงจะเริ่มต้นกันแบบเจ็บตัว แต่หลังจากนั้นทั้งเขาทั้งโยซอบก็สนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าโยซอบเริ่มชอบเขาตอนไหนเหมือนกัน แต่เขารู้ว่าโยซอบมีรอยยิ้มน่ารักนั่นให้เขาตั้งแต่ตอนเริ่มคุยกันแรกๆ แล้ว มันเหมือนเป็นความสัมพันธ์ที่ต่างคนก็ต่างก้าวเข้าหากัน ทีละนิด ทีละนิด จนเราได้ก้าวข้างกัน

 

แม้ในตอนนี้จะไม่ใช่ในฐานะเดิมแล้วก็เถอะ…

 

ดูจุนมองภาพรุ่งน้องที่กำลังเก็บลูกบอลหลังจากมีคนทำลูกเสีย เป็นเวลานานแล้วที่รุ่นน้องคนนั้นยืนอยู่อย่างนั้น ความจริงแล้วเจ้าของเบอร์ 23 นั่นก็ไม่ใช่คนเก็บลูกด้วยตัวเองด้วยซ้ำ เพราะทันทีที่เจ้ารุ่นน้องตัวดีถูกสั่งให้วิ่งไปเก็บลูกที่ถูกเตะออกนอกสนาม มือขาวนวลของใครอีกคนที่บังเอิญเดินผ่านมาแถวนั้นพอดีก็เก็บมันและยื่นให้กับเด็กหนุ่มนักกีฬาอยู่ก่อนแล้ว

 

“จะเก็บบอลอีกนานมั้ย หา!!” มีเสียงตะโกนดังอยู่ข้างๆ ดูจุน เป็นเสียงเพื่อนในชมรมรุ่นเดียวกับเขาเอง คนที่มัวยืนจ้องกันอยู่อีกฟากของสนามหันมามองตามเสียงตะโกน

 

คนหนึ่งที่ใส่ชุดฟุตบอลหันมาก้มหัวเป็นการขอโทษรุ่นพี่ที่มัวชักช้า ส่วนร่างเล็กอีกคนก็โค้งน้อยๆ ก่อนจะเดินออกไป แต่ก่อนหน้านั้นดูจุนก็เห็นว่าเจ้ารุ่นน้องชมรมของเขาร้องเรียกอีกคนไว้ พูดอะไรกันบางอย่าง ก่อนที่นักกีฬาเบอร์ 23 จะกลับเข้าสนาม

 

ดูจุนได้แต่มองภาพเหล่านั้นนิ่ง…

 

 

 

-- That’s all I can –

 

 

 

“วันนี้จะกลับด้วยกันมั้ย” ผู้เป็นพี่เอ่ยถามคนตัวเล็กที่กำลังยืนใส่รองเท้าอยู่หน้าบ้าน

 

“พี่มีซ้อมบอลตอนเย็นรึเปล่าล่ะ ถ้าไม่มีก็กลับไปก่อนเถอะ ฉันมีติวการบ้านกับเพื่อน คงอยู่นานหน่อย” โยซอบเอ่ยตอบ

 

เพราะมีร่มคันเดียวดูจุนถึงถามอย่างนั้น ช่วงนี้ฝนหลงฤดูชอบตกมาแบบไม่ได้คาดการณ์อยู่เรื่อย พวกเขาจึงตัดสินใจพกร่มกันไปแบบผลัดกันพก ถ้าหากฝนตกก็จะกลับบ้านโดยใช้ร่มคันเดียวกัน วันนี้เป็นคราวที่ดูจุนต้องเก็บร่มไว้ ร่างสูงเอ่ยถามเพราะดูเหมือนเขาต้องอยู่ซ้อมบอลนาน และเขาไม่อยากให้โยซอบอยู่รอเพียงเพราะร่างบางห่วงว่าถ้าใช้ร่มกลับบ้านไปคนเดียวแล้วเกิดฝนตกหนักตอนเขาจะกลับ ผู้เป็นพี่จะไม่มีร่มใช้เอา

 

“พี่มีซ้อมยาวเลยล่ะ งั้นกลับด้วยกันนะ” ดูจุนบอกก่อนที่มือข้างหนึ่งจะกระชับร่มในมือ อีกข้างเอื้อมจับมือบางให้เดินตามมาด้วยกัน อย่างที่ชอบทำ

 

 

 

 

 

-- That’s all I can –

 

 

 

บรรยายกาศในโรงเรียนเป็นไปอย่างทุกครั้ง เมื่อเสียงออดบอกหมดเวลาเรียนดังขึ้น ทั่วโรงเรียนก็เต็มไปด้วยเสียงของเหล่านักเรียนที่แยกย้ายกันเข้าชมรมตามที่ตนเองสนใจ หรือบางคนที่ไม่เลือกชมรมอะไรเลยก็จะรีบออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน บ้างก็เดินทางไปเรียนพิเศษต่อ และบ้างก็จับกลุ่มกันติวหนังสือหรือทำการบ้านของวันนั้นๆ

 

ยังโยซอบเองก็เช่นกัน เขากำลังเดินเลาะสนามไปกับกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อไปนั่งติวหนังสือกันที่โต๊ะม้าหินอ่อนของโรงเรียน ดูจุนมองเห็นกลุ่มเด็กปีหนึ่งกำลังเดินอยู่ข้างๆ สนามที่เขาใช้ซ้อมพอดี และสายตาคมก็ใช้เวลาไม่นานที่จะโฟกัสหาน้องชายตัวเล็กของเขา

 

แม้จะไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ แต่สิ่งที่ดูจุนชินแล้วคือการมียังโยซอบอยู่ในสายตาตลอดเวลา จนใครต่อใครก็รู้ว่าเขาเป็นคนห่วงน้อง ส่วนเรื่องฐานะที่เคยเป็นมาก่อนหน้านั้น… มีแค่เพื่อนสนิทของโยซอบและเพื่อนสนิทของดูจุนในชมรมฟุตบอลเท่านั้นที่รู้ คนอื่นๆ ที่เคยล้อทั้งดูจุนกับโยซอบ เมื่อรู้ว่าสองคนนี้เป็นพี่น้องกันจึงเลิกตั้งข้อสงสัยไป มองเห็นความใกล้ชิดของเขาสองคนเป็นเพียงสิ่งที่พี่ชายน้องชายจะมีให้กันเท่านั้น

 

“โยซอบ!” มีเสียงตะโกนเรียกร่างบาง ดังจากอีกฟากของสนาม

 

ไม่ใช่เสียงดูจุน แต่เป็นเสียงของรุ่นน้องที่สวมเสื้อหมายเลข 23 ต่างหาก เด็กใหม่ของชมรม เป็นลูกครึ่งชื่อว่า แดเนียล…

 

“หา? เอ่อ…” ดูจุนได้ยินเสียงตอบรับแบบงงๆ ของร่างบาง ก่อนจะเห็นแดเนียลวิ่งเข้าไปหาโยซอบ มีบทสนทนาบางอย่างเกิดขึ้น แต่ดูจุนที่กำลังนั่งอยู่ข้างสนามซ้อมอีกด้านไม่ได้ยินมันแล้ว

 

ความสนใจของร่างสูงถูกเบี่ยงเบนเมื่อเพื่อนร่วมชมรมเรียกให้เขาลงสนามซ้อม ดูจุนมองร่างเล็กที่ยืนคุยกับรุ่นน้องของเขา ซึ่งตามจริงแล้วก็อยู่ชั้นปีเดียวกับโยซอบ คนตัวเล็กมีท่าทางเขินๆ เขามองภาพตรงหน้าได้ไม่นาน ก็ต้องหันมาสนใจเกมส์บนสนามที่เริ่มขึ้นแล้ว

 

มีอยู่หลายอย่างที่เกิดขึ้นในหัวดูจุนตอนนั้น จะเลี้ยงลูกไปอีกฝั่งยังไง จะทำประตูยังไง จะไล่แต้มตามอีกฝ่ายทันมั้ย นั่นเป็นหนึ่งในหลายๆ ความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวดูจุน แต่หากจะถามว่าอะไรที่รบกวนใจเขาที่สุดก็คงไม่พ้น ภาพของรุ่นน้องกับร่างบางที่ยืนคุยกันข้างสนาม ถ้ามองไม่ผิด ดูเหมือนจะมีคนมาชอบน้องชายเขาเข้าเสียแล้ว…

 

 

 

 

 

-- That’s all I can –

 

 

 

“วันนี้นายจะกลับด้วยกันมั้ย ฉันมีซ้อมใหญ่ตอนเย็นน่ะ คงนาน” คำถามเดิมถูกหยิบขึ้นมาถามอีกครั้ง คราวนี้เป็นเวรดูจุนเก็บร่มไว้อีกแล้ว

 

โยซอบเช็คของในกระเป๋าว่าหยิบมาครบก่อนจะเงยหน้ามองพี่ชายที่ยืนใส่ร้องเท้าอยู่ข้างกัน “วันนี้ไม่ได้นัดเพื่อนติวอะไรไว้ แต่จะไปดูดูจุนอาซ้อมนะ” คนตัวเล็กตอบ

 

ดูจุนระบายยิ้ม เขายกมือข้างซ้ายยีหัวเจ้าตัวเล็กก่อนจะจูงมืออีกคนแล้วเดินนำไปโรงเรียนอย่างทุกที

 

ตอนเช้าๆ ที่ได้ยินคำพูดอีกคนแบบนี้ ถึงจะไม่ควรแสดงความดีใจจนเกิดเหตุมากมาย แต่เขาก็ไม่สามารถหุบยิ้มได้จริงๆ

 

ซ้อมวันนี้ยุนดูจุนเต็มที่แน่ๆ                                                                

 

 

 

 

 

 

-- That’s all I can –

 

 

 

แม้เย็นนี้ชมรมอื่นๆ จะมีกิจกรรมกันตามปกติ แต่ก็มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะพักกิจกรรมชมรมแล้วมาจับจองที่นั่งบนแสตนด์ข้างสนาม เนื่องจากวันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ของชมรมฟุตบอล ทั้งเด็กชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายจึงไม่พลาดที่จะมาชมการซ้อมใหญ่ครั้งนี้ โยซอบเองก็เช่นกัน เขานั่งอยู่บนแสตนด์ชั้นสาม ฝั่งตรงข้ามกับที่นั่งพักของนักฟุตบอล